ช่วงนี้เวลาตรวจคนไข้เด็กที่ห้องตรวจ ผมมักจะได้ยินคุณพ่อคุณแม่หลายท่านบ่นด้วยความหนักใจเรื่องลูกเอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมฟังใคร ร้องอาละวาดลงไปนอนดิ้นกับพื้นเมื่อไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ พอหันกลับไปคุยกันถึงเรื่องวิธีการเลี้ยงที่บ้าน ก็มักจะได้ยินคำตอบทำทำนองว่า ก็ลูกคนเดียว สงสารไม่อยากขัดใจ กลัวลูกเก็บกด
ความรักความตามใจเป็นสิ่งที่พ่อแม่อยากมอบให้ลูกอยู่แล้ว แต่เส้นแบ่งระหว่างความรักความเข้าใจกับการตามใจจนเลยเถิดนั้นบางมากๆ วันนี้ผมเลยอยากชวนคุณพ่อคุณแม่มาคุยกันแบบเปิดอกถึงเรื่อง ผลกระทบจากการเลี้ยงดูแบบตามใจมากเกินไป ว่ามันส่งผลกับพัฒนาการ สมอง และจิตใจของเด็กในระยะยาวอย่างไรบ้าง จากมุมมองของหมอเด็กคนหนึ่งที่เจอเคสแบบนี้มาทุกวัน
เลี้ยงลูกแบบตามใจสุดโต่ง เด็กจะเติบโตมาอย่างไร?
การเลี้ยงดูแบบตามใจมากเกินไป หรือที่ในทางจิตวิทยาเรียกว่า Permissive Parenting คือการที่ผู้เลี้ยงให้เสรีภาพลูกแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แทบไม่มีการกำหนดกฎเกณฑ์หรือขอบเขตอะไรเลย ลูกอยากทำอะไร กินอะไร นอนตอนไหน ได้หมดทุกอย่าง เพราะไม่อยากให้ลูกร้องไห้หรือเสียใจ
ผิวเผินเหมือนเด็กจะมีความสุขและได้ดั่งใจทุกอย่างใช่ไหมครับ แต่ในความเป็นจริง สมองและจิตใจของเด็กที่กำลังเติบโตกลับไม่เป็นแบบนั้น การไม่มีกรอบเลยเปรียบเสมือนการปล่อยให้เรือล่องไปกลางทะเลโดยไม่มีหางเสือ สุดท้ายเด็กจะสูญเสียความสามารถในการควบคุมตัวเอง และปรับตัวเข้ากับโลกความจริงนอกบ้านได้ยากมากๆ
ปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ที่มักเจอในเด็กที่ถูกตามใจ
เมื่อเด็กโตขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ทุกคนต้องยอมเขาทุกอย่าง ปัญหาแรกที่จะแสดงออกมาอย่างชัดเจนคือเรื่องของอารมณ์และพฤติกรรมในสังคมรอบตัว
- ทนความผิดหวังไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว: เด็กกลุ่มนี้มักจะพังทลายทางอารมณ์ได้ง่ายมากเมื่อเจอเรื่องที่ไม่เป็นดั่งใจ เพราะไม่เคยฝึกรับมือกับความผิดหวังมาก่อนในบ้าน
- ขาดวินัยในตัวเอง: เนื่องจากไม่มีใครเคยบอกให้หยุดหรือจัดระเบียบชีวิต ทำให้เมื่อต้องไปโรงเรียนหรืออยู่ร่วมกับผู้อื่น จึงไม่สามารถทำตามกฎระเบียบส่วนรวมได้
- เห็นแก่ตัวและไม่เห็นใจคนอื่น: โลกทั้งใบต้องหมุนรอบตัวเขาคนเดียว การแบ่งปันหรือนึกถึงความรู้สึกของเพื่อนร่วมห้องจึงเป็นเรื่องยากมากๆ สำหรับเด็กกลุ่มนี้
ผลกระทบระยะยาวต่อสมองและการใช้ชีวิตเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น
สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่อาจคาดไม่ถึงคือ ผลกระทบจากการเลี้ยงดูแบบตามใจมากเกินไป จะยิ่งส่งผลรุนแรงมากขึ้นชัดเจนเมื่อเด็กก้าวเข้าสู่วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้น
สมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการยับยั้งชั่งใจ การวางแผน และการประเมินความเสี่ยง (Prefrontal Cortex) จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนผ่านการปฏิเสธและการทำตามกฎระเบียบตั้งแต่วัยเด็ก หากเด็กไม่เคยถูกขัดใจเลย สมองส่วนนี้จะไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ เมื่อโตเป็นวัยรุ่น พวกเขาอาจจะมีปัญหาเรื่องการควบคุมอารมณ์รุนแรง เสี่ยงต่อการติดสารเสพติด การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรเพราะไม่รู้จักปฏิเสธ และมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคซึมเศร้าหรือวิตกกังวลเมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรคในชีวิตการทำงานจริงที่ไม่ราบรื่นเหมือนอยู่ที่บ้าน
ปรับเปลี่ยนวิธีเลี้ยงลูกอย่างไรดีก่อนจะสายเกินแก้
ถ้าคุณพ่อคุณแม่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่า ตัวเองเผลอเลี้ยงลูกแบบตามใจมากเกินไป ไม่ต้องตกใจหรือรู้สึกผิดจนเกินไปนะครับ ข่าวดีคือสมองของเด็กมีความยืดหยุ่นสูงมาก เราสามารถปรับเปลี่ยนวิธีเข้าหาและสร้างวินัยให้ลูกใหม่ได้เสมอ
- เริ่มตั้งกฎกติกาที่ชัดเจนและทำตามได้จริง: พูดคุยตกลงกันล่วงหน้าว่าอะไรทำได้และอะไรทำไม่ได้ โดยมีความสม่ำเสมอ พ่อแม่ต้องไปในทิศทางเดียวกัน
- ปล่อยให้ลูกได้เผชิญความผิดหวังบ้าง: อย่าวิ่งเข้าไปปกป้องหรือแก้ปัญหาให้ทุกเรื่อง ให้เขาได้เรียนรู้ว่าความผิดหวังเป็นเรื่องธรรมดา และผ่านมันไปให้ได้ด้วยตัวเอง
- ใช้คำว่าไม่ให้เป็นเรื่องปกติ: การปฏิเสธลูกไม่ใช่การไม่รัก แต่เป็นการฝึกให้เขารู้จักคำว่าปฏิเสธและยอมรับกฎเกณฑ์ของสังคม
ความรักที่แท้จริงไม่ใช่การให้ทุกสิ่งที่ลูกต้องการในวันนี้ แต่เป็นการเตรียมทักษะชีวิตที่จำเป็นเพื่อให้เขาสามารถยืนหยัดอยู่บนโลกกว้างได้อย่างเข้มแข็งในวันข้างหน้าครับ