ในห้องตรวจของหมอบ่อยครั้งที่เรามักจะได้เห็นหลากหลายรูปแบบการเลี้ยงดูเด็กๆ บางบ้านเน้นกฎระเบียบชัดเจน บางบ้านปล่อยอิสระ และมีไม่น้อยเลยที่คุณพ่อคุณแม่ด้วยความรักและอยากให้ลูกมีความสุขที่สุด จนเผลอก้าวเข้าสู่การเลี้ยงดูแบบตามใจจนเกินพอดี ไม่ว่าจะเป็นการรีบหาของมาให้ทันทีที่ลูกร้องไห้ ไม่เคยขัดใจ หรือยอมทุกอย่างเพื่อให้บ้านสงบสุข
ความตั้งใจดีนี้ในระยะยาวกลับส่งผลกระทบต่อจิตใจและพฤติกรรมของเด็กอย่างคาดไม่ถึง วันนี้หมออยากชวนมาคุยกันสบายๆ ถึงเบื้องลึกเบื้องหลังว่าการตามใจลูกมากเกินไปสร้างรอยประทับอะไรไว้ในสมองและจิตใจของเด็กบ้าง และเราจะปรับเปลี่ยนท่าทีกันได้อย่างไรก่อนที่จะสายเกินไป
ลูกได้ทุกอย่างที่ต้องการ: ทำไมการขัดใจลูกบ้างถึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับสมองเด็ก
ธรรมชาติของมนุษย์เราไม่ได้เกิดมาพร้อมกับความสามารถในการอดทนรอคอย สมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์และยับยั้งชั่งใจ หรือที่เรียกว่า Prefrontal Cortex จะค่อยๆ พัฒนาขึ้นตามวัยและผ่านการฝึกฝน
เด็กที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ทุกอย่างได้ดั่งใจตลอดเวลา สมองส่วนนี้จะไม่ค่อยได้ทำงาน ไม่ได้รับการฝึกให้เผชิญกับความผิดหวัง เมื่อต้องโตไปเผชิญโลกกว้างที่ไม่หมุนตามใจเขา เด็กกลุ่มนี้จึงมักจะรับมือกับแรงกดดันได้น้อยมาก แค่เรื่องเล็กน้อยอย่างเช่นของเล่นหมดหรือไม่ได้กินสิ่งที่อยากกินทันทีก็อาจระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างรุนแรง
เมื่อความรักกลายเป็นกับดัก: สัญญาณเตือนว่าเรากำลังสปอยล์ลูกเกินไปหรือเปล่า
บางครั้งเราเองก็ไม่รู้ตัวว่าความตามใจนั้นล้ำเส้นไปไกลแค่ไหนแล้ว ลองสังเกตพฤติกรรมรอบตัวของเด็กๆ ที่เริ่มแสดงออกผ่านสัญญาณเหล่านี้ดู
- เอาแต่ใจตัวเองเป็นศูนย์กลาง: คิดว่าความต้องการของตัวเองต้องมาก่อนผู้อื่นเสมอ ไม่สนว่าคนรอบข้างจะเดือดร้อนหรือไม่
- ทนความผิดหวังไม่ได้เลย: เมื่อไม่ได้ดั่งใจจะแสดงอาการโวยวาย กรีดร้อง หรือทำลายข้าวของเพื่อเรียกร้องความสนใจ
- ขาดความรับผิดชอบ: ไม่ค่อยช่วยเหลือตัวเอง ปัดภาระให้คนอื่นทำให้อยู่ตลอดเวลา เพราะคุ้นชินกับการมีคนคอยจัดการให้ทุกเรื่อง
- ปรับตัวเข้ากับเพื่อนยาก: เวลาไปโรงเรียนหรือเล่นกับเด็กคนอื่น จะเล่นร่วมกับใครไม่ค่อยได้เพราะไม่ยอมแบ่งปันและไม่ยอมแพ้ใคร
ผลระยะยาวเมื่อลูกก้าวเข้าสู่วัยรุ่นและวัยทำงาน
ปัญหาจากการเลี้ยงดูแบบตามใจมากเกินไปมักจะแสดงผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดในช่วงรอยต่อของชีวิตวัยรุ่น เมื่อเด็กกลุ่มนี้ต้องเริ่มตัดสินใจเรื่องสำคัญด้วยตัวเอง หรือต้องเผชิญปัญหาอุปสรรคที่พ่อแม่ไม่สามารถเข้ามาช่วยแก้ให้ได้ทั้งหมด
หลายคนกลายเป็นวัยรุ่นที่ซึมเศร้าได้ง่าย ขาดแรงจูงใจในการใช้ชีวิต เพราะเคยชินกับการมีคนปูพรมแดงให้เดิน พอเจอทางขรุขระนิดหน่อยก็ไม่อยากสู้ต่อ บางคนอาจมีปัญหาเรื่องการเข้าสังคมเพราะไม่เคยเรียนรู้ศิลปะของการประนีประนอมและการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
ทางออกและการปรับตัว: ค่อยๆ ปรับวิธีเลี้ยงลูกด้วยความรักที่เข้าใจความจริงของโลก
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกที่เคยชินกับการตามใจไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องใช้ความสม่ำเสมออย่างมากจากคนในครอบครัว
- กล้าที่จะบอกว่าไม่บ้าง: การปฏิเสธไม่ใช่การไม่รัก แต่เป็นการฝึกให้เด็กเรียนรู้ว่าโลกนี้มีขอบเขต
- ให้เด็กได้เผชิญความผิดหวังในระดับที่รับไหว: อย่ารีบวิ่งเข้าไปแก้ปัญหาให้ทุกเรื่อง ปปล่อยให้เขาร้องไห้ เสียใจ แล้วค่อยสอนวิธีตั้งรับและแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
- ชมที่ความพยายามไม่ใช่ผลลัพธ์: สอนให้เด็กเห็นคุณค่าของการทำงานหนักและความอดทน มากกว่าการได้มาครอบครองสิ่งของง่ายๆ
- พ่อแม่ต้องเป็นทีมเดียวกัน: กฎกติกาในบ้านต้องไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่คนหนึ่งตามใจแต่อีกคนห้าม มิฉะนั้นเด็กจะสับสนและเรียนรู้ที่จะใช้ช่องว่างนั้นเอาตัวรอด
ความรักที่แท้จริงไม่ใช่การกางร่มคุ้ม 1-2 ปีแรกให้ลูกไม่เคยโดนฝนเลย แต่คือการเตรียมรองเท้าบูทและร่มที่แข็งแรง พร้อมกับฝึกให้เขากล้าเดินลุยฝนด้วยตัวเองต่างหากครับ