ช่วงนี้มีคนไข้หลายคนเดินเข้ามาปรึกษาที่ห้องตรวจด้วยอาการปวดหลังหรือปวดบั้นเอวแบบจี๊ดๆ บางคนคิดว่าเป็นเพราะกล้ามเนื้ออักเสบจากการทำงาน แต่พอตรวจละเอียดถึงได้รู้ความจริงว่าต้นเหตุมาจาก ภาวะนิ่วในไต โรคใกล้ตัวที่สร้างความทรมานให้เราได้มากกว่าที่คิด และมักจะเล่นงานเอาตอนที่เราไม่ทันตั้งตัวเสมอ
นิ่วในไตคืออะไร ทำไมก้อนหินเล็กๆ ถึงทำให้เราปวดเจียนตายได้
ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ภาวะนิ่วในไต ก็เหมือนกับการมีก้อนกรวดหรือก้อนหินขนาดเล็กก่อตัวขึ้นข้างในไตของเราครับ เกิดจากการที่ของเหลวและสารเคมีในปัสสาวะ เช่น แคลเซียม ออกซาเลต หรือกรดยูริก มีความเข้มข้นสูงเกินไป จนจับตัวตกตะกอนสะสมกันนานวันเข้ากลายเป็นก้อนแข็ง
เวลาที่ก้อนนิ่วพวกนี้ยังนอนนิ่งอยู่เฉยๆ เราอาจจะไม่รู้สึกอะไรเลย แต่ความบันเทิงจะบังเกิดก็ต่อเมื่อก้อนนิ่วมันเคลื่อนตัวหลุดเข้าไปติดอยู่ในท่อไต ซึ่งเป็นท่อแคบๆ ร่างกายก็จะพยายามบีบตัวเพื่อขับมันออก ส่งผลให้เกิดอาการปวดเกร็งรุนแรงบริเวณบั้นเอวและหลัง ไล่ลงมาจนถึงท้องน้อย ชนิดที่เรียกว่านั่งก็ไม่ได้ นอนก็ไม่สบายเลยทีเดียว
สัญญาณเตือนภัยแบบไหนที่ฟ้องว่าไตเริ่มมีก้อนนิ่วซ่อนอยู่
หลายคนมักเข้าใจผิดว่า ภาวะนิ่วในไต ต้องมีอาการปวดหลังอย่างเดียว จริงๆ แล้วร่างกายยังมีสัญญาณเตือนอื่นๆ ที่ส่งเสียงร้องให้เราสังเกตตัวเองอยู่เหมือนกันครับ
- ปวดบั้นเอวหรือสีข้างแบบเป็นๆ หายๆ: มักจะปวดรุนแรงเป็นพักๆ บางทีร้าวลงไปถึงขาหนีบหรืออวัยวะเพศ
- ปัสสาวะมีเลือดปน: เกิดจากขอบก้อนนิ่วที่คมไปขูดเนื้อเยื่อข้างในทางเดินปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะมีสีแดงชมพูหรือสีน้ำล้างเนื้อ
- ปัสสาวะขัด ปัสสาวะไม่สุด: รู้สึกแสบขัดเวลาปัสสาวะ หรือปวดอยากเข้าห้องน้ำบ่อยแต่ __ออก __มานิดเดียว เพราะก้อนนิ่วไปขวางทางไว้
- มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ร่วมด้วย: อาการปวดท้องจากนิ่วมีความรุนแรงมากจนกระตุ้นระบบประสาททำให้พะอืดพะอม
- มีไข้ร่วมกับหนาวสั่น: อันนี้อันตรายเพราะมักแปลว่าเริ่มมีการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะร่วมด้วยแล้ว
พฤติกรรมเสี่ยงแบบไหนที่คอยสะสมก้อนนิ่วในตัวเราโดยไม่รู้ตัว
เวลามีคนไข้ถามว่าทำไมถึงเป็น ภาวะนิ่วในไต ผมมักจะชวนให้ย้อนกลับไปมองไลฟ์สไตล์ชีวิตประจำวัน เพราะส่วนใหญ่พฤติกรรมของเรานี่แหละครับที่เป็นตัวการสำคัญ
- ดื่มน้ำน้อยเกินไป: นี่คือสาเหตุอันดับหนึ่งเลยครับ พอดื่มน้ำน้อย ปัสสาวะก็จะเข้มข้น สสารต่างๆ ก็รวมตัวตกตะกอนได้ง่าย
- ชอบกินเค็มจัดและติดรสจัด: อาหารที่มีโซเดียมสูงจะทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะมากขึ้น เพิ่มโอกาสเกิดนิ่วชนิดแคลเซียมสูง
- ทานอาหารที่มีสารออกซาเลตสูงเป็นประจำ: เช่น ผักโขม บีทรูท ถั่วบางชนิด หรือชากาแฟเข้มข้น ถ้าทานมากเกินไปก็มีส่วนกระตุ้น
- กลั้นปัสสาวะบ่อยๆ: การอั้นปัสสาวะทำให้แบคทีเรียและสารตกตะกอนแช่ค้างอยู่ในระบบทางเดินปัสสาวะนานขึ้น
วิธีรักษาเมื่อตรวจเจอภาวะนิ่วในไต
การรักษา ภาวะนิ่วในไต ในปัจจุบันไม่ได้น่ากลัวหรือต้องผ่าตัดใหญ่เสมอไปครับ ขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของก้อนนิ่วที่คุณหมอตรวจเจอ
- ก้อนนิ่วขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร: ส่วนใหญ่หมอจะให้ดื่มน้ำมากๆ เพื่อรอดูว่าก้อนนิ่วจะหลุดออกมาเองตามธรรมชาติ พร้อมกับให้ยาแก้ปวดและยาคลายกล้ามเนื้อท่อไต
- ก้อนนิ่วขนาดกลางถึงใหญ่: อาจต้องใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เข้ามาช่วย เช่น การสลายล่วด้วยคลื่นกระแทกจากภายนอก (ESWL) หรือการส่องกล้องเพื่อเลเซอร์นิ่ว ซึ่งแผลเล็กและฟื้นตัวไวมาก
วิธีดูแลตัวเองง่ายๆ ป้องกันไม่ให้นิ่วกลับมารบกวนซ้ำ
หลังจากรักษาหายแล้ว สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือ ภาวะนิ่วในไต มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้สูงถ้าพฤติกรรมยังเหมือนเดิม เคล็ดลับง่ายๆ ที่ผมมักจะบอกคนไข้เสมอมีดังนี้ครับ
- จิบน้ำสะอาดให้ได้วันละ 2 ถึง 3 ลิตร เพื่อช่วยเจือจางสารที่จะตกตะกอน
- ลดการทานอาหารเค็มจัด อาหารหมักดอง และเนื้อสัตว์แปรรูป
- ทานอาหารที่มีแคลเซียมจากธรรมชาติให้เพียงพอ เช่น นม ปลาเล็กปลาน้อย เพราะแคลเซียมในอาหารจะช่วยจับกับสารออกซาเลตในลำไส้ ทำให้ขับถ่ายออกมาทางอุจจาระแทนที่จะไปสะสมที่ไต
- ขยับร่างกายออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบขับถ่าย
ท้ายที่สุดนี้ สุขภาพไตที่ดีเริ่มต้นจากแก้วน้ำบนโต๊ะทำงานของคุณนี่เองครับ ลองสำรวจตัวเองดูว่าวันนี้ดื่มน้ำพอหรือยัง เพราะการป้องกันไม่ให้เกิดย่อมดีกว่าการมารอรักษาทีหลังแน่นอนครับ