ช่วงนี้หลายคนอาจสังเกตตัวเองว่า เวลาเครียด งานสุมหัว หรืออกหักทีไร มือมักจะคว้าขนม ถุงขนมขบเคี้ยว หรือสั่งชานมไข่มุกแก้วใหญ่มากินโดยไม่รู้ตัว พอกินเสร็จนอกจากจะไม่หายเครียดแล้ว ยังตามมาด้วยความรู้สึกผิดและแน่นท้องจนแทบไม่อยากขยับตัว อาการเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการตามใจปากธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะความผิดปกติของการกินจากภาวะทางอารมณ์ ที่ร่างกายและจิตใจกำลังส่งเสียงขอความช่วยเหลือ
กินตามอารมณ์ต่างจากความหิวทางร่างกายอย่างไร?
ในฐานะหมอ มักจะมีคนไข้มาปรึกษาบ่อยๆ ว่าแยกไม่ออกระหว่างความหิวจริงๆ กับความอยากกินเพราะอารมณ์ ความจริงแล้ว สองอย่างนี้มีจุดสังเกตที่ต่างกันค่อนข้างชัดเจน ความหิวทางร่างกายจะค่อยๆ เกิดขึ้น มาพร้อมกับเสียงท้องร้อง และเมื่อได้กินอะไรเข้าไปก็จะรู้สึกอิ่มและพอใจ
แต่ถ้าเป็นความอยากจากอารมณ์ มันจะมาแบบปุบปับ ฉับพลันทันที มักจะเจาะจงอยากกินของหวาน ของมัน หรือฟาสต์ฟู้ดเพื่อความสะใจ และที่สำคัญคือ ต่อให้กินจนแน่นตื้อแค่ไหน ความรู้สึกอยากกินก็ยังไม่หายไป เพราะในใจลึกๆ กำลังโหยหาความสุขหรือการปลอบประโลมจากรสชาติอาหารมากกว่าพลังงาน
วงจรอุบาทว์: เครียด เศร้า เหงา แล้วกิน
เวลาที่เราเผชิญกับอารมณ์ลบๆ เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล หรือความเหงา สมองส่วนที่ควบคุมความสุขจะหลั่งสารสื่อประสาทบางตัวออกมาเพื่อลดความทุกข์ชั่วคราว การกินอาหารรสจัด เค็ม หวาน หรือมัน จึงกลายเป็นทางลัดที่สมองเรียนรู้ว่าช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้ทันที
แต่ปัญหาคือ ความสุขนั้นอยู่ได้แค่ช่วงสั้นๆ ระหว่างที่เคี้ยว พอกลืนลงไปแล้ว ความรู้สึกผิด ความเกลียดตัวเอง และความกังวลเรื่องน้ำหนักจะย้อนกลับมาซ้ำเติม ทำให้เกิดความเครียดรอบใหม่ และวนกลับไปกินซ้ำอีก กลายเป็นวงจรอุดตันที่หลุดออกยากถ้าไม่เข้าใจรากเหง้าของปัญหา
ผลกระทบที่ซ่อนอยู่ใต้พรม ไม่ใช่แค่น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น
หลายคนมองว่าเรื่องนี้เป็นแค่เรื่องความอ้วน แต่ในทางการแพทย์ ภาวะความผิดปกติของการกินจากภาวะทางอารมณ์ส่งผลกระทบมากกว่านั้นมาก ในระยะยาว ร่างกายจะต้องเผชิญกับปัญหาระบบเผาผลาญพัง โรคอ้วน กรดไหลย้อน และโรคเรื้อรังอย่างเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง
ยิ่งไปกว่านั้น ด้านจิตใจคนไข้หลายคนต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้า ความภาคภูมิใจในตนเองลดต่ำลง และแยกตัวออกจากสังคม เพราะรู้สึกอับอายกับพฤติกรรมการกินของตัวเองที่ควบคุมไม่ได้
วิธีดึงสติและปรับพฤติกรรม เพื่อออกจากวังวนการกินแก้เครียด
การแก้ปัญหาเรื่องนี้ไม่ได้แปลว่าต้องหักดิบอดอาหาร หรือบังคับตัวเองให้เข้ายิมหักโหม เพราะยิ่งกดดันตัวเองมากเท่าไร ความเครียดก็จะยิ่งพุ่งสูง และกลับไปกินหนักกว่าเดิม ทางออกที่ยั่งยืนเริ่มต้นจากการปรับมุมมองทีละน้อย ดังนี้ครับ
- หยุดและตั้งคำถามก่อนหยิบของกิน: ทุกครั้งที่รู้สึกอยากกินอะไรนอกมื้ออาหาร ให้ลองถามตัวเองตรงๆ ว่า ตอนนี้หิวท้องหรือหิวสมอง ถ้าไม่ได้หิวจริง ให้ลองเดินหนีไปทำกิจกรรมอื่นสักห้านาที
- หาเครื่องมือระบายอารมณ์ชิ้นอื่น: แทนที่จะใช้ปากเคี้ยวความเครียด ให้เปลี่ยนเป็นการเขียนบันทึกระบายความรู้สึก โทรคุยกับเพื่อนสนิท หรือออกไปเดินเล่นรับลมเย็นๆ เพื่อเปลี่ยนโฟกัสของสมอง
- กินอาหารให้ครบถ้วนในมื้อหลัก: บางครั้งการกินตามอารมณ์เกิดจากการที่เราอดอาหารหรือจำกัดปริมาณอาหารมากเกินไปในมื้อหลัก ทำให้ร่างกายขาดสารอาหารและส่งสัญญาณทวงถามอย่างรุนแรง
- ใจดีกับตัวเองให้มากๆ: ถ้าวันไหนเผลอกินเข้าไป อย่าเพิ่งด่าทอตัวเอง ยอมรับความจริงว่ามันเกิดขึ้นแล้ว และเริ่มต้นใหม่ในมื้อถัดไปได้เสมอ
ท้ายที่สุดแล้ว อาหารมีไว้เพื่อให้พลังงานและสร้างความสุขตามสมควร ไม่ควรถูกใช้เป็นที่ระบายความรู้สึกหรือเป็นทางออกเดียวของปัญหาชีวิต หากใครรู้สึกว่าพฤติกรรมการกินเริ่มควบคุมไม่ได้และกระทบต่อชีวิตประจำวัน การพูดคุยกับนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์เพื่อหาแนวทางรับมือกับอารมณ์อย่างถูกวิธี ถือเป็นทางเลือกที่ดีและน่ารักกับตัวเองมากๆ ครับ