ลูกยังไม่ยอมพูดสักที แค่ซุ่มเงียบหรือมีภาวะความล่าช้าในการพัฒนาการทางภาษากันแน่นะ?
เวลาเจอคุณพ่อคุณแม่พาเจ้าตัวเล็กมาปรึกษาที่คลินิก คำถามยอดฮิตอันดับต้นๆ มักหนีไม่พ้นเรื่องลูกยังพูดไม่ชัด หรืออายุขวบกว่าแล้วยังเรียกพ่อแม่ไม่ได้สักคำ หลายคนมักได้ยินผู้ใหญ่รอบตัวบอกว่า เดี๋ยวโตขึ้นก็พูดได้เอง เด็กผู้ชายมูกพูดช้ากว่าเด็กผู้หญิงเป็นเรื่องปกติ แต่ในฐานะหมอที่ตรวจเด็กๆ มาเยอะ อยากชวนคุณพ่อคุณแม่มาทำความเข้าใจกับเรื่องนี้ให้ลึกซึ้งขึ้น เพราะบางครั้งการรอคอยอย่างไร้ทิศทาง อาจทำให้เราพลาดโอกาสทองในการช่วยเหลือเด็กๆ ไปอย่างน่าเสียดาย
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าลูกกำลังเผชิญกับภาวะความล่าช้าในการพัฒนาการทางภาษา
การพัฒนาการทางภาษาของเด็กไม่ได้เริ่มจากตอนที่เขาพูดคำแรกออกมาเป็นคำๆ นะครับ แต่มีรากฐานมาตั้งแต่ตอนแบเบาะเลยทีเดียว มาลองเช็กลิสต์พัฒนาการตามช่วงวัยกันดูว่าลูกของเรามีสัญญาณที่ต้องเฝ้าระวังหรือเปล่า
เช็กลิสต์พัฒนาการทางภาษาของลูกน้อยตามช่วงวัย
- ช่วงอายุ 6 เดือน: ลูกยังไม่หันตามเสียงเรียก ไม่ส่งเสียงอ้อแอ้โต้ตอบเวลาเราคุยด้วย หรือไม่มีปฏิกิริยากับเสียงดังรอบตัว
- ช่วงอายุ 12 เดือน: ยังไม่ยอมส่งเสียงเลียนแบบคำพูด ไม่รู้จักโบกมือบ๊ายบาย หรือชี้สิ่งของที่ตัวเองสนใจไม่ได้เมื่ออายุครบขวบ
- ช่วงอายุ 18 เดือน: มีคำพูดที่มีความหมายน้อยกว่า 6 คำหรือไม่เข้าใจคำสั่งง่ายๆ เช่น หยิบนี่ให้หน่อย หรือมองหาของตามที่เราบอกไม่ได้
- ช่วงอายุ 24 เดือน: ยังไม่สามารถพูดประโยคสั้นๆ ที่ประกอบด้วยคำสองคำมารวมกันได้ เช่น ไปเที่ยว กินน้ำ และยังเลียนแบบคำพูดหรือการกระทำของคนอื่นได้น้อยมาก
ต้นตอของปัญหาทำไมลูกถึงพูดช้ากว่าเกณฑ์
เวลาที่เราเจอเด็กที่มีภาวะความล่าช้าในการพัฒนาการทางภาษา เราจะไม่ได้มองแค่ว่าทำไมเขาถึงไม่ยอมพูด แต่ต้องมาไล่หาต้นตอที่ซ่อนอยู่ข้างหลัง ซึ่งอาจมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน
สาเหตุรอบตัวที่อาจทำให้เด็กพูดช้า
- ปัญหาการได้ยิน: ลูกอาจได้ยินไม่ชัดเจนจากภาวะหูอักเสบเรื้อรังหรือมีความผิดปกติของการได้ยินตั้งแต่กำเนิด ทำให้เขาเลียนแบบเสียงและพูดตามไม่ได้
- ความผิดปกติของอวัยวะที่ใช้ในการออกเสียง: เช่น ภาวะพังผืดใต้ลิ้นสั้น หรือกล้ามเนื้อรอบปากและลิ้นอ่อนแรง ทำให้บังคับทิศทางเสียงได้ยาก
- สิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดู: การปล่อยให้ลูกอยู่กับหน้าจอโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต หรือทีวีเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นการสื่อสารทางเดียว ไม่มีการโต้ตอบสองทางที่กระตุ้นให้เด็กอยากสื่อสาร
- พัฒนาการด้านอื่นร่วมด้วย: เช่น ภาวะออทิสติกสเปกตรัม ความบกพร่องทางสติปัญญา หรือมีความผิดปกติทางสมองบางประการ
คุณพ่อคุณแม่จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางภาษาของลูกที่บ้านได้อย่างไร
การรอให้ถึงวัยเข้าเรียนแล้วค่อยแก้ปัญหาอาจจะสายเกินไปครับ โชคดีที่สมองของเด็กในช่วงขวบปีแรกมีความยืดหยุ่นสูงมาก การกระตุ้นที่ถูกวิธีในชีวิตประจำวันจึงช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรได้เยอะมาก
เทคนิคพูดคุยเล่นสนุกแต่ได้ผลในการกระตุ้นลูก
- ลดเวลาหน้าจอลงให้มากที่สุด: งดการเปิดมือถือหรือทีวีให้ลูกดูเพื่อความเงียบสงบ เพราะหน้าจอขโมยโอกาสที่เด็กจะได้ฝึกพูดและการสบตาไปเสียหมด
- ชวนคุยเล่าเรื่องรอบตัว: พยายามพูดคุยกับลูกบ่อยๆ ในทุกกิจกรรม เช่น ตอนอาบน้ำ ตอนแต่งตัว หรือตอนกินข้าว โดยใช้ประโยคสั้นๆ ชัดเจน และเว้นจังหวะให้เขาได้ตอบกลับบ้าง
- อ่านนิทานด้วยกันทุกวัน: การเปิดหนังสือภาพสีสันสดใสแล้วชี้ชวนให้ลูกดูรูป พร้อมกับเล่าเรื่องราวสนุกๆ จะช่วยคลังคำศัพท์ในสมองของเด็กโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
- ฟังและรอคอยเวลาเขาพูด: เมื่อลูกพยายามจะสื่อสาร แม้จะพูดไม่ชัดหรือใช้ภาษากาย ให้ตั้งใจฟัง สบตา และให้เวลากับเขา อย่าเพิ่งรีบพูดแทนหรือขัดจังหวะ
ช่วงเวลาไหนที่ควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินอย่างละเอียด
ถ้าคุณพ่อคุณแม่ลองปรับสิ่งแวดล้อมที่บ้านและฝึกกระตุ้นตามวิธีข้างต้นแล้วผ่านไปสักระยะ แต่ลูกยังไม่มีพัฒนาการที่ดีขึ้น หรือมีความรู้สึกในใจลึกๆ ว่าลูกดูเงียบเกินไปกว่าเด็กวัยเดียวกัน แนะนำให้พามาพบกุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม หรือนักอรรถบำบัดเพื่อตรวจประเมินอย่างจริงจังเถอะครับ การรู้เร็วและเริ่มฝึกพูดบำบัดตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยเปิดประตูแห่งการสื่อสารและเพิ่มความมั่นใจให้เด็กๆ ได้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ