ลูกวัยสองขวบยังพูดเป็นคำเดี่ยวๆ อยู่เลย แบบนี้ปกติไหมนะ
เวลาคุณพ่อคุณแม่พาเจ้าตัวเล็กมาตรวจที่คลินิก คำถามหนึ่งที่หมอมักจะได้ยินบ่อยที่สุดคือ ลูกข้างบ้านพูดเป็นประโยคยาวๆ ได้แล้ว ทำไมลูกเรายังพูดได้แค่ไม่กี่คำ หรือบางคนแทบไม่พูดเลย จะเป็นอะไรไหม หรือแค่เป็นเด็กผู้ชายที่มักจะพูดช้ากว่าเด็กผู้หญิงตามคำโบราณว่าไว้
ในฐานะหมอเด็ก หมอเข้าใจความกังวลใจนี้ดีครับ การเฝ้าดูพัฒนาการของลูกเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และความกังวลว่าลูกจะมีภาวะความล่าช้าในการพัฒนาการทางภาษานั้นไม่ใช่เรื่องเล็ก วันนี้หมอเลยอยากชวนคุณพ่อคุณแม่มาทำความเข้าใจเรื่องนี้กันแบบเคลียร์ชัด เข้าใจง่าย และรู้วิธีสังเกตอาการที่แท้จริง
พัฒนาการด้านภาษาของเด็กแต่ละช่วงวัย มีเกณฑ์สังเกตอย่างไรบ้าง
ก่อนที่เราจะกังวลว่าลูกเข้าข่ายภาวะความล่าช้าในการพัฒนาการทางภาษาหรือไม่ เรามาสำรวจหมุดหมายสำคัญของพัฒนาการทางภาษาในเด็กแต่ละช่วงวัยกันก่อน เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าช่วงไหนลูกควรทำอะไรได้บ้าง
ช่วงขวบปีแรก: อ้อแอ้ สบตา และการตอบสนอง
ตั้งแต่เกิดจนถึงหนึ่งขวบ เด็กๆ จะสื่อสารด้วยเสียงอ้อแอ้ รอยยิ้ม และการสบตา ช่วงอายุประมาณ 9 ถึง 12 เดือน ลูกควรจะเริ่มหันตามเสียงเรียก รู้จักชื่อเล่นของตัวเอง และเริ่มส่งเสียงเลียนแบบคำง่ายๆ เช่น หม่ำ บายบาย หรือเรียกพ่อแม่ได้บ้างแล้ว
ช่วงขวบปีที่สอง: คลังคำศัพท์เริ่มโตและเริ่มต่อสองคำ
พอเข้าสู่วัยสองขวบ เด็กควรมีคำศัพท์ที่พูดได้จริงอย่างน้อย 50 คำขึ้นไป และเริ่มนำคำสองคำมาต่อกันได้ เช่น ไปเที่ยว กินน้ำ หรือแมวมา นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่เด็กๆ จะเริ่มก้าวกระโดดในการใช้ภาษาเพื่อสื่อสารความต้องการของตัวเอง
ช่วงขวบปีที่สาม: พูดเป็นประโยคและคนแปลกหน้าก็เข้าใจ
เด็กวัยสามขวบควรจะพูดเป็นประโยคสั้นๆ 3 ถึง 4 คำได้ เล่าเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นได้ และที่สำคัญคือ คนรอบข้างหรือคนแปลกหน้าที่ไม่ได้เลี้ยงดูใกล้ชิด ก็ควรจะเข้าใจสิ่งที่เด็กพูดได้ประมาณร้อยละ 75 ขึ้นไป
สัญญาณเตือนแบบไหน ที่บอกว่าลูกกำลังเผชิญกับภาวะความล่าช้าในการพัฒนาการทางภาษา
ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากรู้ว่าลูกเข้าข่ายมีปัญหาจริงไหม ให้ลองเช็คสัญญาณเตือนเหล่านี้ดูครับว่าเป็นกับลูกเราหรือเปล่า
- อายุ 12 เดือนแล้วยังไม่ส่งเสียงอ้อแอ้ หรือไม่ใช้มือชี้สิ่งของเพื่อบอกความต้องการ
- อายุ 18 เดือนแล้วยังพูดคำที่มีความหมายไม่ได้เลยสักคำ นอกจากคำว่าแม่หรือพ่อ
- อายุ 2 ขวบยังพูดได้น้อยกว่า 50 คำ และไม่สามารถนำคำสองคำมาประสมกันได้เอง
- พูดตามอย่างเดียว ไม่สามารถสื่อสารเพื่อตอบคำถามหรือบอกความรู้สึกของตัวเองได้
- มีการถดถอยของภาษา คือเคยพูดคำเหล่านี้ได้แล้วจู่ๆ ก็เงียบหายไป
สาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลังอาการพูดช้าของเด็กๆ
เวลาเจอเด็กที่มีภาวะความล่าช้าในการพัฒนาการทางภาษา หมอจะไม่ด่วนสรุป แต่จะตรวจหาสาเหตุที่หลากหลาย เพราะปัญหาการพูดช้านั้นไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียวเสมอไป
ปัญหาการได้ยินที่พ่อคุณแม่อาจมองข้าม
บางครั้งเด็กพูดช้าเพราะได้ยินไม่ชัดเจน เช่น มีภาวะน้ำหนองขังในหูชั้นกลางจากภูมิแพ้หรือหวัดเรื้อรัง ทำให้เสียงที่ได้ยินอู้หู ฟังไม่ชัดเจน ส่งผลให้เลียนแบบเสียงและพูดตามได้ยาก การตรวจการได้ยินจึงเป็นขั้นตอนแรกๆ ที่หมอมักจะแนะนำ
การเลี้ยงดูและสภาพแวดล้อมในยุคดิจิทัล
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหน้าจอโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต หรือโทรทัศน์ที่เปิดทิ้งไว้ทั้งวัน มีผลกระทบต่อภาษาของเด็ก การสื่อสารผ่านหน้าจอเป็นการสื่อสารทางเดียว เด็กรับข้อมูลแต่ไม่มีโอกาสได้โต้ตอบ ภาษาจึงไม่พัฒนาเท่าที่ควร การพูดคุย อ่านนิทาน และเล่นกับพ่อแม่ต่างหากคืออาหารสมองที่ดีที่สุดของเด็ก
พัฒนาการทางสมองและการสื่อสารเฉพาะบุคคล
เด็กบางคนอาจมีความผิดปกติของการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวกับการพูด หรืออาจมีภาวะในกลุ่มออทิสติกสเปกตรัม ที่มีปัญหาเรื่องการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและการสบตา ซึ่งมักจะมาพร้อมกับภาวะความล่าช้าในการพัฒนาการทางภาษาเช่นกัน
วิธีช่วยเหลือและการฝึกฝนภาษาให้ลูกน้อยที่บ้าน
หากพบว่าลูกมีแนวโน้มพูดช้า การพามาพบกุมารแพทย์พัฒนาการและพฤติกรรม หรือนักอรรถบำบัดเพื่อประเมินอย่างละเอียดคือทางออกที่ดีที่สุด แต่ระหว่างรอนัดหรือเพื่อเป็นการส่งเสริมพัฒนาการในชีวิตประจำวัน พ่อคุณแม่สามารถทำตามแนวทางเหล่านี้ได้ทันที
- ลดเวลาหน้าจอลงให้มากที่สุด หรือหลีกเลี่ยงการให้เด็กอายุต่ำกว่าสองขวบดูจอโดยเด็ดขาด
- พูดคุยกับลูกให้เยอะขึ้น เล่าให้ฟังว่าตอนนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ ใช้ประโยคสั้นๆ ชัดเจน
- อ่านนิทานให้ฟังทุกวัน ชี้ชวนให้ดูรูปภาพ และตั้งคำถามปลายเปิดเพื่อให้ลูกได้ฝึกคิดและตอบ
- ให้เวลาลูกได้ตอบสนอง เมื่อถามคำถามแล้วควรรอให้เขาได้คิดและพยายามพูด อย่าเพิ่งรีบพูดแทน
บทส่งท้ายจากหมอ
ภาวะความล่าช้าในการพัฒนาการทางภาษาไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หากเราตรวจพบและให้ความช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่นๆ สมองของเด็กในช่วงปฐมวัยมีความยืดหยุ่นสูงมาก การได้รับการกระตุ้นที่ถูกวิธีจะช่วยให้เด็กตามทันเพื่อนฝูงและเติบโตได้อย่างมั่นใจ ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่เริ่มรู้สึกสงสัยในตัวลูก อย่าลังเลที่จะปรึกษาแพทย์เพื่อความสบายใจและอนาคตที่ดีของเจ้าตัวเล็กครับ