ห้องน้ำคือสนามรบ: เมื่อการปัสสาวะกลายเป็นฝันร้าย
หลายคนคงเคยมีประสบการณ์นั่งเกร็งอยู่บนโถสปัสสาวะด้วยความทรมาน รู้สึกปวดปัสสาวะแทบตายแต่พอเบ่งออกมากลับหยดติ๋แถมแสบขัดจนน้ำตาแทบเล็ด พอลุกขึ้นยืนได้ไม่ทันไรก็รู้สึกเหมือนอยากจะเข้าอีกแล้ว อาการกวนใจเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย โดยเฉพาะคุณผู้หญิงทั้งหลายที่มักจะเจอกับปัญหานี้บ่อยเสียจนแทบจะเป็นเพื่อนสนิทกันอยู่แล้ว อาการเหล่านี้คือสัญญาณเตือนคลาสสิกของโรคการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง ที่ถ้าปล่อยไว้ไม่รีบจัดการ เจ้าเชื้อโรคตัวร้ายอาจจะเดินทางไกลขึ้นไปสร้างปัญหาใหญ่ถึงไตได้เลยทีเดียว
ทำไมผู้หญิงถึงแจ็กพอตเรื่องนี้ง่ายจัง: ไขปมสรีระร่างกาย
เวลาตรวจคนไข้ที่มาด้วยอาการปัสสาวะแสบขัด คำถามยอดฮิตคือ หมอคะ/ครับ ทำไมหนู/ผมถึงเป็นบ่อยจัง คำตอบส่วนใหญ่อยู่ที่โครงสร้างทางกายวิภาคครับ ลองนึกภาพตามง่ายๆ ดังนี้
- ท่อปัสสาวะของคุณผู้หญิงสั้นมาก: มีความยาวแค่ประมาณ 3 ถึง 4 เซนติเมตรเท่านั้นเอง ทำให้เชื้อโรคจากภายนอก โดยเฉพาะแบคทีเรียเจ้าประจำอย่างอีโคไลที่อาศัยอยู่แถวลำไส้ เดินทางเข้ามาถึงกระเพาะปัสสาวะได้แบบชิลๆ
- ระยะทางใกล้ชิดเกินไป: ปากท่อปัสสาวะของผู้หญิงอยู่ใกล้กับช่องคลอดและทวารหนักมาก ทำให้โอกาสที่แบคทีเรียจะย้ายถิ่นฐานมาป้วนเปี้ยนแถวนั้นมีสูงมากเป็นพิเศษ
- พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน: การอั้นปัสสาวะนานๆ เพราะงานยุ่ง ดื่มน้ำน้อยเกินไป หรือเช็ดทำความสะอาดจากด้านหลังมาด้านหน้า ล้วนแต่เป็นการปูพรมแดงต้อนรับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายทั้งสิ้น
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่ากระเพาะปัสสาวะกำลังประท้วง
การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในส่วนล่างนี้ มักจะเกาะอยู่แค่บริเวณท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะ ยังไม่ลึกขึ้นไปถึงกรวยไต อาการเด่นๆ ที่จะสังเกตได้ชัดเจนมีดังนี้
- ปวดหน่วงบริเวณท้องน้อยเหนือหัวหน่าวตลอดเวลา
- แสบขัดหรือร้อนผ่าวช่วงปลายท่อปัสสาวะเวลาที่ปัสสาวะใกล้จะสุด
- รู้สึกปปัสสาวะไม่สุด อยากจะเข้าห้องน้ำใหม่อีกเรื่อยๆ ทั้งที่เพิ่งออกไปเมื่อกี้
- ลักษณะของปัสสาวะเปลี่ยนไป อาจจะขุ่น มีกลิ่นฉุนจัด หรือบางทีมีเลือดปนออกมาจางๆ
- ไม่มีอาการไข้สูงหรือปวดหลังร่วมด้วย เพราะถ้าเริ่มมีไข้หรือปวดเอวเมื่อไหร่ แสดงว่าเชื้ออาจจะเริ่มเดินทางขึ้นไปที่ไตแล้ว ซึ่งอันตรายกว่ามาก
วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นและการรักษาจากแพทย์
เมื่อมีอาการเหล่านี้ สิ่งแรกที่ควรทำคือการไปพบแพทย์เพื่อตรวจปัสสาวะยืนยันการติดเชื้อ เพราะในหลายกรณีจำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียให้หมดเกลี้ยง ห้ามไปซื้อยาปฏิชีวนะกินเองตามร้านขายยาแบบเดาๆ หรือกินๆ หยุดๆ เพราะจะทำให้เชื้อดื้อยาและรักษายากขึ้นไปอีก
ปรับพฤติกรรมง่ายๆ เพื่อตัดวงจรการติดเชื้อซ้ำซาก
การกินยาให้หมดตามที่แพทย์สั่งเป็นเรื่องสำคัญ แต่การปรับพฤติกรรมส่วนตัวเพื่อไม่ให้โรคร้ายนี้วนกลับมาหาอีกคือหัวใจสำคัญระยะยาว ลองทำตามคำแนะนำเหล่านี้ดูครับ
- ดื่มน้ำเปล่าให้มากๆ: ตั้งเป้าไว้เลยวันละ 8 ถึง 10 แก้ว การดื่มน้ำเยอะๆ จะช่วยขับไล่แบคทีเรียออกจากการปัสสาวะเปรียบเสมือนการล้างท่อทุกๆ สองสามชั่วโมง
- ห้ามอั้นปัสสาวะเด็ดขาด: ปวดเมื่อไหร่ต้องไปเข้าห้องน้ำทันที การปล่อยให้ปัสสาวะค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะนานๆ เท่ากับเป็นการเพาะเชื้อแบคทีเรียชั้นดี
- เปลี่ยนวิธีทำความสะอาด: สำหรับผู้หญิง ต้องเช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้แบคทีเรียจากทวารหนักหลุดเข้ามาใกล้ท่อปัสสาวะ
- หลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอด: ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นที่มีน้ำหอมแรงๆ หรือการสวนล้างลึกๆ จะไปทำลายแบคทีเรียตัวดีที่คอยป้องกันโรค ทำให้ติดเชื้อง่ายขึ้นไปอีก
เมื่อไหร่ที่ต้องรีบกลับมาพบแพทย์ด่วนที่สุด
โดยทั่วไป อาการปัสสาวะแสบขัดจากโรคการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะส่วนล่างจะเริ่มดีขึ้นอย่างชัดเจนหลังจากทานยาปฏิชีวนะไปได้ประมาณ 24 ถึง 48 ชั่วโมง แต่หากผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือมีอาการเหล่านี้โผล่มา เช่น มีไข้สูงหนาวสั่น ปวดหลังหรือปวดบั้นเอวอย่างรุนแรง คลื่นไส้อาเจียน อย่ารอช้าเด็ดขาด รีบกลับมาพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินซ้ำทันที เพราะนั่นอาจหมายถึงการติดเชื้อลุกลามไปที่กรวยไตแล้ว ซึ่งต้องได้รับการดูแลรักษาที่เข้มข้นกว่าเดิมครับ