ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

การเห็นร่องรอยบาดแผล รอยกรีด หรือรอยฟกช้ำบนร่างกายของคนที่เรารัก หรือแม้กระทั่งการที่ตัวเราเองกำลังเผชิญกับความคิดอยากทำให้ตัวเองเจ็บปวด มักตามมาด้วยความตกใจ ความกลัว และความไม่เข้าใจ หลายคนอาจตั้งคำถามว่าทำไมถึงทำแบบนั้น หรือมองว่าเป็นเพียงการเรียกร้องความสนใจ แต่ในทางการแพทย์ พฤติกรรมเหล่านี้คือสัญญาณสะท้อนความเจ็บปวดทางอารมณ์ที่รุนแรงเกินกว่าจะรับไหว

พฤติกรรมการทำร้ายตัวเองโดยไม่ได้หวังผลถึงชีวิต หรือในทางการแพทย์เรียกว่า Non-Suicidal Self-Injury (NSSI) เป็นภาวะที่บุคคลตั้งใจสร้างความบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อร่างกายของตนเองโดยตรง โดยไม่มีเจตนาที่จะจบชีวิต บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจถึงสาเหตุเบื้องลึก กลไกทางจิตวิทยา และแนวทางการช่วยเหลือเยียวยาอย่างถูกต้องและอ่อนโยน

เข้าใจ NSSI ให้ลึกซึ้ง: เมื่อความเจ็บปวดข้างใน ถูกระบายออกมาเป็นรอยแผล

พฤติกรรมการทำร้ายตัวเองโดยไม่ได้หวังผลถึงชีวิตแตกต่างจากการพยายามฆ่าตัวตายอย่างสิ้นเชิง ผู้ที่ทำร้ายตัวเองในกลุ่ม NSSI ไม่ได้ต้องการให้ตัวเองหมดลมหายใจ แต่กำลังใช้ความเจ็บปวดทางกายเป็น เครื่องมือจัดการอารมณ์ เพื่อให้ตนเองยังมีชีวิตอยู่รอดต่อไปได้ในสภาวะที่จิตใจแบกรับไม่ไหว

สาเหตุหลักที่ผลักดันให้เกิดพฤติกรรมนี้มักเกี่ยวข้องกับกลไกทางจิตใจและชีววิทยา ดังนี้

  • การปลดปล่อยความทุกข์ที่ท่วมท้น: เมื่อความโกรธ ความเศร้า ความวิตกกังวล หรือความรู้สึกผิดรุนแรงจนล้นทะลัก ร่างกายจะตอบสนองต่อความเจ็บปวดทางกายด้วยการหลั่งสารเอนดอร์ฟิน (Endorphins) ซึ่งช่วยลดความเจ็บปวดและทำให้รู้สึกสงบลงชั่วคราว ทำให้สมองจำว่าความเจ็บปวดทางกายช่วยหยุดความทุกข์ทางใจได้
  • การหลุดพ้นจากภาวะชาเฉย (Dissociation): ผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้าหรือบาดแผลทางใจในอดีต (Trauma) อาจรู้สึกว่างเปล่า ไร้ความรู้สึก หรือรู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีอยู่จริง การทำให้เกิดบาดแผลและความเจ็บปวดจึงเป็นเสมือนสิ่งดึงสติให้กลับมารู้สึกถึงการมีตัวตนอีกครั้ง
  • การลงโทษตัวเอง: หลายคนมีความรู้สึกเกลียดตัวเอง รู้สึกว่าตนเองเป็นภาระ หรือคิดว่าความผิดพลาดต่างๆ เกิดจากตนเอง จึงใช้บาดแผลเป็นการลงโทษสิ่งที่คิดว่าตนเองทำผิด
  • การสื่อสารความทุกข์ที่พูดไม่ออก: ความรู้สึกอัดอั้นตันใจบางอย่างยากเกินกว่าจะเรียบเรียงเป็นคำพูด บาดแผลบนร่างกายจึงกลายเป็นสัญลักษณ์แทนเสียงกรีดร้องที่ไม่มีใครได้ยิน

พฤติกรรมทำร้ายตัวเอง ไม่ได้มีแค่รอยกรีดที่ข้อมือ

หลายคนมักติดภาพจำว่าการทำร้ายตัวเองต้องเป็นการใช้ของมีคมกรีดตามแขนหรือข้อมือเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง พฤติกรรมทำร้ายตัวเองโดยไม่ได้หวังผลถึงชีวิตสามารถแสดงออกได้หลากหลายรูปแบบ เช่น

  • การกรีด การเฉือน หรือการใช้ของมีคมขูดผิวหนังจนเป็นแผล
  • การจุดไฟลน การใช้วัตถุร้อนนาบผิวหนัง หรือการเอาน้ำร้อนลวก
  • การทุบตี ชกต่อยตัวเอง หรือการเอาศีรษะกระแทกกับผนังและของแข็ง
  • การแกะหรือเกาแผลเดิมซ้ำๆ เพื่อไม่ให้แผลหาย
  • การดึงผมหรือขนตามร่างกายอย่างรุนแรง
  • การกลืนสารเคมีหรือสิ่งแปลกปลอมในปริมาณที่ไม่ถึงแก่ชีวิต เพื่อสร้างความทรมานแก่ร่างกาย

สัญญาณเตือนเงียบๆ ที่บอกว่าคนใกล้ชิดอาจกำลังต้องการความช่วยเหลือ

ผู้ที่มีพฤติกรรมทำร้ายตัวเองส่วนใหญ่มักรู้สึกละอายและพยายามปกปิดบาดแผลอย่างมิดชิด หากสังเกตเห็นพฤติกรรมเหล่านี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ

  • การแต่งกายที่เปลี่ยนไป: มักสวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว หรือใส่เครื่องประดับปกปิดข้อมือข้อเท้าตลอดเวลา แม้ในวันที่อากาศร้อนจัด
  • มีรอยแผลที่อธิบายสาเหตุไม่ได้บ่อยครั้ง: มักอ้างว่าเป็นอุบัติเหตุ เช่น มีดบาด แมวข่วน หรือเดินชนสิ่งของอย่างผิดปกติ
  • การเก็บตัวและตัดขาดจากสังคม: แยกตัวออกจากกลุ่มเพื่อน ครอบครัว และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องเผยผิวหนัง เช่น การว่ายน้ำ
  • พบอุปกรณ์อันตรายในที่ส่วนตัว: มักพกพาหรือซ่อนใบมีด กรรไกร ไฟแช็ก หรือเศษแก้วไว้ในกระเป๋าหรือใต้หมอน
  • อารมณ์แปรปรวนอย่างหนัก: มีความหุนหันพลันแล่น จัดการความเครียดได้ยาก หรือดูหมดพลังอย่างเห็นได้ชัด

สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ เมื่อรู้ว่าคนใกล้ชิดกำลังทำร้ายตัวเอง

ปฏิกิริยาแรกของคนรอบข้างมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเปิดใจและการเข้ารับการรักษา

สิ่งที่ไม่ควรทำโดยเด็ดขาด

  • ห้ามตำหนิหรือใช้ถ้อยคำรุนแรง: หลีกเลี่ยงคำพูดเช่น "ทำไปเพื่ออะไร", "เรียกร้องความสนใจเหรอ", หรือ "ไม่สงสารพ่อแม่บ้างหรือ" เพราะจะยิ่งเพิ่มความรู้สึกผิดและผลักดันให้ทำร้ายตัวเองหนักขึ้น
  • ห้ามแสดงอาการตื่นตระหนกจนเกินเหตุ: การร้องไห้ฟูมฟายหรือโวยวายอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าตนเองเป็นปัญหาและปิดกั้นการสื่อสาร
  • ห้ามมองข้ามหรือทำเป็นไม่เห็น: การปล่อยผ่านโดยหวังว่าจะหายไปเอง มักทำให้ความรุนแรงของพฤติกรรมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งที่ควรทำอย่างเร่งด่วน

  • รับฟังด้วยความเข้าใจโดยไม่ตัดสิน: ใช้ท่าทีที่สงบและเปิดรับ รับฟังความเจ็บปวดที่อยู่เบื้องหลังรอยแผลเหล่านั้น
  • ยอมรับความรู้สึก: สื่อสารให้รู้ว่าเข้าใจถึงความทุกข์ที่เขากำลังเผชิญ และย้ำว่าเขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว
  • ปฐมพยาบาลบาดแผลอย่างถูกวิธี: ดูแลทำความสะอาดแผลเพื่อป้องกันการติดเชื้อโดยไม่ตอกย้ำหรือซักไซ้
  • พาเข้าสู่กระบวนการรักษาทางการแพทย์: สนับสนุนให้เข้าพบจิตแพทย์หรือนักจิตบำบัดเพื่อรับการดูแลอย่างมืออาชีพ

วิธีรับมือกับแรงกระตุ้นชั่ววูบ โดยไม่ต้องพึ่งพารอยแผล

สำหรับผู้ที่กำลังต่อสู้กับความคิดอยากทำร้ายตัวเอง การฝึกใช้เทคนิคเบี่ยงเบนความสนใจและลดอุณหภูมิทางอารมณ์ สามารถช่วยให้ก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

  • เทคนิคใช้น้ำแข็ง: กำก้อนน้ำแข็งไว้ในมือให้แน่น หรือนำน้ำแข็งมาประคบใบหน้า ความเย็นจัดจะส่งสัญญาณไปยังระบบประสาทเพื่อดึงสติกลับมา โดยไม่ทิ้งรอยแผลถาวรไว้บนร่างกาย
  • เทคนิคดีดหนังยาง: ใส่หนังยางไว้ที่ข้อมือแล้วดีดเบาๆ เมื่อรู้สึกอยากทำร้ายตัวเอง เพื่อรับรู้ความรู้สึกทางกายภาพโดยไม่สร้างบาดแผลเปิด
  • การระบายผ่านงานศิลปะ: ใช้ปากกาสีแดงวาดลวดลายลงบนผิวหนังแทนการใช้ของมีคม หรือการฉีกกระดาษเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อปลดปล่อยพลังงานความโกรธ
  • การออกกำลังกายแบบเข้มข้น: วิ่ง กระโดดตบ ชกกระสอบทราย หรือเปิดเพลงแล้วเต้นอย่างเต็มที่ เพื่อให้ร่างกายหลั่งสารเคมีแห่งความสุขและระบายความตึงเครียด
  • การฝึกหายใจแบบกล่อง (Box Breathing): หายใจเข้า 4 วินาที กลั้นไว้ 4 วินาที หายใจออก 4 วินาที และกลั้นไว้อีก 4 วินาที ทำซ้ำจนกระทั่งอัตราการเต้นของหัวใจชะลอลง

เส้นทางการฟื้นฟูและการรักษาทางการแพทย์

พฤติกรรมการทำร้ายตัวเองโดยไม่ได้หวังผลถึงชีวิตสามารถรักษาให้ดีขึ้นและหยุดลงได้อย่างถาวร การรักษาหลักทางการแพทย์ประกอบด้วย

  • จิตบำบัดพฤติกรรมวิภาษวิธี (Dialectical Behavior Therapy - DBT): เป็นวิธีการบำบัดที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษา NSSI โดยเน้นการฝึกทักษะการจัดการอารมณ์ที่รุนแรง การยอมรับความจริง และการฝึกสติ
  • จิตบำบัดความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy - CBT): ช่วยปรับเปลี่ยนรูปแบบความคิดเชิงลบและการมองตนเอง เพื่อลดแรงขับเคลื่อนในการลงโทษตนเอง
  • การรักษาด้วยยา: แม้จะไม่มีตัวยาเฉพาะสำหรับการหยุดทำร้ายตัวเองโดยตรง แต่จิตแพทย์อาจพิจารณาจ่ายยาเพื่อรักษาโรคร่วม เช่น ยาต้านเศร้าหรือยาลดความวิตกกังวล เพื่อช่วยปรับสมดุลสารเคมีในสมอง

รอยแผลที่เกิดขึ้นไม่ใช่ตราบาป และไม่ใช่สิ่งที่ต้องเก็บซ่อนไว้เพียงลำพัง การขอความช่วยเหลือไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ แต่เป็นก้าวแรกที่กล้าหาญที่สุดในการเยียวยาจิตใจ หากตนเองหรือคนรอบข้างกำลังเผชิญกับภาวะนี้ การเข้าพบจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตคือคำตอบที่จะช่วยคืนความสงบสุขให้แก่จิตใจได้อย่างแท้จริง

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down