เวลาที่เราเดินถือซองผลตรวจสุขภาพกลับมาจากโรงพยาบาล โดยเฉพาะผลตรวจที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือผลเลือดต่างๆ หลายคนคงเคยมีความรู้สึกใจหายวาบเมื่อเห็นตัวเลขหรือกราฟที่ตัวเองก็ดูไม่รู้เรื่อง บางคนเห็นตัวอักษรภาษาอังกฤษย่อๆ หรือขีดแดงเตือนภัยในใบรายงานผล ถึงกับเครียดจนนอนไม่หลับ ทั้งที่จริงๆ แล้ว ตัวเลขเหล่านั้นอาจจะไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
ในฐานะหมอที่นั่งตรวจคนไข้อยู่ทุกวัน ผมเข้าใจความรู้สึกนี้ดีครับ การที่เราจะเข้าใจหัวใจของตัวเองได้จริงๆ ไม่ใช่แค่การมองหาตัวเลขที่ตกเกณฑ์แล้วตีโพยตีพาย แต่เราต้องอาศัยการมองภาพรวมผ่านมุมมองและเกณฑ์การแปลผลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ ซึ่งเป็นกระบวนการกลั่นกรองความรู้ ประสบการณ์ และอาการร่วมของคนไข้เข้าด้วยกัน วันนี้ผมเลยอยากชวนมาลองแกะรอยวิธีคิดของหมอหัวใจกันครับว่า เวลาเราดูผลตรวจสักใบ เรามองหาอะไรกันบ้าง
ทำไมแค่ตัวเลขในใบตรวจ ถึงบอกอะไรไม่ได้ทั้งหมด?
หลายคนมักคิดว่าเครื่องมือตรวจหัวใจสมัยนี้ฉลาดมาก แค่สอดบัตรหรือหยดเลือดลงไป เครื่องก็พิมพ์ผลออกมาบอกได้เลยว่าเป็นโรคอะไร แต่ในความจริงทางการแพทย์ ร่างกายมนุษย์ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ครับ ตัวเลขที่ปรากฏบนหน้าจอหรือกระดาษรายงานเป็นเพียงข้อมูลดิบชิ้นหนึ่งเท่านั้น
ยกตัวอย่างเช่น ผลตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ของนักกีฬาอาชีพที่มีหัวใจโตจากการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง กับผลตรวจของคนอายุสิบแปดปีที่นั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน หากมองด้วยตาเปล่าหรือใช้เกณฑ์คอมพิวเตอร์ล้วนๆ อาจจะฟันธงว่ามีความผิดปกติทั้งคู่ แต่ในความเป็นจริง หัวใจของนักกีฬาคือหัวใจที่แข็งแรงมาก ในขณะที่อีกคนอาจจะมีแค่ความเครียดสะสม
แกะรอยวิธีคิด หมอหัวใจใช้อะไรเป็นเกณฑ์ตัดสินผลตรวจ?
เวลาที่หมอโรคหัวใจเปิดดูผลตรวจ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งสายพาน การอัลตราซาวด์หัวใจ หรือการฉีดสี เราไม่ได้มองแค่ตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งโดดเดี่ยว แต่เรานำเอาข้อมูลหลายส่วนมาประกอบกันเหมือนจิ๊กซอว์ โดยมีหลักการสำคัญดังนี้
เทียบกับบริบทชีวิตจริงของคนไข้ ไม่ใช่แค่เกณฑ์มาตรฐานทั่วไป
ห้องปฏิบัติการแต่ละแห่งจะมีค่าอ้างอิงมาตรฐาน (Reference Range) แปะไว้ให้อยู่แล้ว แต่หมอจะต้องนำค่าเหล่านั้นมาเทียบกับอายุ เพศ น้ำหนัก และวิถีชีวิตของคนไข้ตรงหน้า เช่น ค่าความดันโลหิตหรืออัตราการเต้นของหัวใจในขณะพัก คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำกับคนที่ไม่เคยขยับตัวเลย จะมีเกณฑ์การประเมินที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
มองหาความเปลี่ยนแปลง มากกว่าการดูแค่ภาพนิ่ง
ถ้ามีผลตรวจเก่ามาเทียบด้วย จะมีประโยชน์มากๆ ครับ หมอหัวใจชอบดูเทรนด์หรือแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงมากกว่า เช่น ถ้าผลเลือดบางตัวเคยปกติแล้วค่อยๆ ขยับขึ้นทีละน้อย แม้จะยังไม่เกินขีดแดง แต่ถ้ารูปแบบมันบอกทิศทางไม่ดี เราก็ต้องระวังและวางแผนป้องกันก่อนที่โรคจะถามหา
อาการเจ็บป่วยที่ฟ้องออกมา กับตัวเลขบนกระดาษอันไหนสำคัญกว่ากัน?
มีคำถามยอดฮิตที่คนไข้ชอบถามผมบ่อยมากว่า หมอครับ ผลตรวจออกมาดูดีไม่มีอะไรน่าห่วง แต่ทำไมผมยังรู้สึกเหนื่อยง่ายและแน่นหน้าอกอยู่เลย? หรือในทางกลับกัน ผลตรวจบอกว่ามีจุดนี้นิดหน่อยที่เกินเกณฑ์ แต่คนไข้บอกว่าแข็งแรงดีวิ่งมาราธอนได้สบาย
คำตอบคือ อาการของคนไข้สำคัญที่สุดครับ เครื่องมือแพทย์เป็นเพียงส่วนช่วยยืนยันสมมติฐาน หมอหัวใจจะไม่รักษาแค่กระดาษผลตรวจ แต่เรามารักษาตัวคนจริงๆ ถ้าผลตรวจบอกว่าปกติ แต่คนไข้มีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเวลาเดินขึ้นบันได เราไม่มีทางปล่อยกลับบ้านเฉยๆ แน่นอนครับ เราต้องหาทางตรวจให้ลึกซึ้งขึ้นไปอีก เพราะบางทีโรคหัวใจระยะเริ่มต้นอาจจะยังไม่แสดงผลชัดเจนบนเครื่องมือตรวจบางชนิด
เมื่อไหร่ที่ควรปรึกษาหมอเฉพาะทางด้านโรคหัวใจทันที
หากคุณหรือคนใกล้ตัวเพิ่งไปตรวจสุขภาพมา แล้วพบว่ามีผลตรวจบางอย่างที่แพทย์ทั่วไปแนะนำให้ส่งต่อมายังแพทย์เฉพาะทาง หรือมีสัญญาณเตือนภัยบางอย่าง อย่าเพิ่งตื่นตระหนก แต่ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจครับ อาการเหล่านี้คือสิ่งที่ไม่ควรรอช้า
- มีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเหมือนมีของหนักมากดทับ ร้าวไปที่กราม คอ หรือแขนซ้าย
- เหนื่อยหอบผิดปกติแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม้จะทำกิจกรรมเบาๆ เช่น เดินไปเข้าห้องน้ำ
- ใจสั่น วูบ หน้ามืดคล้ายจะเป็นลมบ่อยๆ โดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน
- มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันตั้งแต่อายุน้อย
การเข้าใจผลตรวจหัวใจไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินกว่าที่เราจะเรียนรู้ร่วมกันครับ หัวใจดวงนี้อยู่กับเรามาตลอดชีวิต การทำความเข้าใจภาษาที่หัวใจกำลังสื่อสารออกมาผ่านการแปลผลที่แม่นยำ จะช่วยให้เราดูแลตัวเองได้อย่างตรงจุด และใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจไร้กังวลครับ