เวลาที่เรามีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ หรือโรคหอบหืดกำเริบ บรรยากาศในบ้านมักจะเต็มไปด้วยความกังวล คนดูแลเองก็มักจะเหนื่อยทั้งกายและใจเพราะต้องคอยเฝ้าระวังอาการตลอดเวลา ในฐานะแพทย์ที่ตรวจคนไข้อยู่ทุกวัน ผมเข้าใจดีว่าการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ที่บ้านให้ปลอดภัยและฟื้นตัวได้เร็วนั้น มีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่สำคัญมาก ซึ่งถ้าทำถูกวิธีจะช่วยลดความเสี่ยงในการต้องกลับไปนอนโรงพยาบาลได้อย่างมาก
จัดบ้านและสิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้ป่วยอย่างไรให้อากาศถ่ายเทสะดวก
สิ่งแรกที่เรามักมองข้ามแต่มีความสำคัญอันดับต้นๆ คือเรื่องของอากาศในห้องนอนของผู้ป่วย ระบบทางเดินหายใจที่กำลังอักเสบนั้นเซนซิทีฟมากกับฝุ่น ควัน และอากาศอับทึบ
- เปิดหน้าต่างรับลม: พยายามให้มีอากาศถ่ายเทจากภายนอกเข้ามาบ้าง หลีกเลี่ยงห้องที่ปิดทึบเปิดแอร์ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ระบายอากาศ
- งดสารก่อภูมิแพ้: เก็บพวกตุ๊กตา พรม หรือผ้าม่านหนาๆ ที่อมฝุ่นออกไปก่อน รวมถึงเด็ดขาดเลยคือควันบุหรี่ ธูป หรือสเปรย์น้ำหอมปรับอากาศ เพราะสิ่งเหล่านี้คือตัวกระตุ้นให้อาการไอหรือหอบกำเริบขึ้นมาได้ทันที
- ความชื้นที่พอดี: หากเปิดแอร์แล้วผู้ป่วยมีอาการไอแห้งๆ การใช้เครื่องทำความชื้นในห้องอาจช่วยได้ แต่ต้องหมั่นทำความสะอาดไม่ให้เกิดเชื้อราสะสม
จัดการกับไข้ ไอ และเสมหะแบบเข้าใจกลไกโรค
อาการหลักๆ ที่ทำให้ผู้ป่วยทรมานหนีไม่พ้นเรื่องไข้และเสมหะ การดูแลในช่วงนี้จึงต้องเน้นประคับประคองตามอาการเพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่
- การกินยาตามแผนการรักษา: หากแพทย์จ่ายยาปฏิชีวนะมา ต้องให้ผู้ป่วยกินให้หมดตามกำหนดแม้ออาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม ส่วนยาลละลายเสมหะหรือยาขยายหลอดลมให้ใช้ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
- ดื่มน้ำอุ่นให้มากๆ: น้ำเปล่าคือยาละลายเสมหะที่ดีที่สุด การจิบน้ำอุ่นตลอดวันจะช่วยให้เสมหะที่เหนียวข้นในหลอดลมเจือจางลงและขับออกมาได้ง่ายขึ้น
- เช็ดตัวลดไข้ถูกวิธี: ใช้น้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นเช็ดเพื่อระบายความร้อน ไม่ควรใช้น้ำเย็นจัดเพราะจะทำให้เส้นเลือดหดตัวและไข้สูงขึ้นกว่าเดิม
อาหารและสารอาหารที่ช่วยฟื้นฟูร่างกายในช่วงป่วย
ตอนที่ไม่สบาย ความอยากอาหารมักจะลดลงเพราะหายใจไม่สะดวกและรับรสชาติได้ไม่ดี แต่ร่างกายช่วงที่ต่อสู้กับโรคต้องการพลังงานสูงมาก
เลือกอาหารอ่อนย่อยง่ายและได้คุณค่า
เน้นอาหารประเภทซุปอุ่นๆ ข้าวต้ม หรือโจ๊กที่มีเนื้อสัตว์สับละเอียดและผักต้มเปื่อย อาหารเหล่านี้กลืนง่าย ไม่ระคายคอ และร่างกายดูดซึมสารอาหารไปใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้พลังงานในระบบทางเดินอาหารมากนัก
แบ่งมื้ออาหารให้เล็กลงแต่กินบ่อยขึ้น
เนื่องจากผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจมักจะเหนื่อยหอบเวลากินอาหารจานใหญ่ การบังคับให้กินจนอิ่มแปล้ในมื้อเดียวอาจทำให้แน่นท้องและหายใจลำบาก ลองเปลี่ยนเป็นมื้อเล็กๆ 5-6 มื้อต่อวันจะช่วยให้ได้รับสารอาหารเพียงพอโดยไม่เหนื่อยเกินไป
สังเกตอาการเตือนแบบไหนที่แปลว่าอาการเริ่มแย่ลง
การดูแลที่บ้านต้องมีความตื่นตัวอยู่เสมอ เพราะโรคทางเดินหายใจสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ญาติควรสังเกตสัญญาณอันตรายเหล่านี้อย่างใกล้ชิด
- หายใจลำบากหรือหอบเหนื่อย: สังเกตจากอัตราการหายใจที่เร็วขึ้น ปีกจมูกบาน หรือเวลาหายใจแล้วซี่โครงยุบ บุคคลรอบข้างต้องตระหนักว่านี่คือภาวะวิกฤต
- ริมฝีปากหรือปลายนิ้วเริ่มเขียวคล้ำ: แสดงว่าร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยสีแดง
- ซึมลง ปลุกตื่นยาก หรือสับสน: เกิดจากปริมาณออกซิเจนในเลือดต่ำไปเลี้ยงสมองไม่พอ
- ไข้สูงไม่ยอมลด: แม้จะกินยาลดไข้และเช็ดตัวแล้ว ไข้ยังคงสูงต่อเนื่องเกินสองถึงสามวัน
เมื่อไหร่ควรพาผู้ป่วยกลับไปพบแพทย์ด่วนที่สุด
หากพบว่าผู้ป่วยมีอาการตามข้อสังเกตข้างต้น โดยเฉพาะอาการหายใจหอบเหนื่อยจนพูดเป็นประโยคยาวๆ ไม่ได้ ริมฝีปากเขียวคล้ำ หรือมีภาวะซึมลง ไม่ควรฝืนดูแลต่อที่บ้านเด็ดขาด ควรรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที เพราะความล่าช้าอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ การตัดสินใจพามาพบแพทย์อย่างทันท่วงทีนี่เองที่จะช่วยให้ผู้ป่วยปลอดภัยและได้รับการรักษาที่เข้มข้นขึ้นในขั้นตอนต่อไป