ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

หมอเคยเจอคนไข้รายหนึ่ง วิ่งโร่เข้ามาที่ห้องฉุกเฉินตอนกลางดึกด้วยท่าทางบิดเกร็ง เอามือกุมสีข้างด้านหลัง ร้องโอดโอยด้วยความทรมานจนแทบจะเดินไม่ไหว ตอนแรกคนไข้คิดว่าเป็นแค่กล้ามเนื้อหลังอักเสบจากการยกของหนัก แต่เมื่อหมอตรวจปัสสาวะและส่งตรวจอัลตราซาวด์อย่างละเอียด จึงพบตัวการที่แท้จริง นั่นคือ นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ ก้อนเล็กๆ ที่เข้าไปติดอยู่ตรงท่อไต

ความน่ากลัวของโรคนี้คือ หลายครั้งมักจะเริ่มต้นเงียบๆ โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า จนกระทั่งก้อนนิ่วเริ่มขยับตัวหรือไปอุดตันทางเดินปัสสาวะ อาการปวดเจียนตายถึงจะแสดงออกมา หมอจึงอยากพาทุกคนมาทำความเข้าใจกับโรคนี้อย่างลึกซึ้ง เพื่อจะได้ป้องกันและรับมือได้อย่างถูกวิธี

ทำไมร่างกายของเราถึงสร้างก้อนนิ่วขึ้นมาได้?

ลองจินตนาการถึงเวลาที่เราชงน้ำเชื่อมเข้มข้นมากๆ แล้วทิ้งไว้สักพัก น้ำเชื่อมนั้นจะเริ่มตกผลึกกลายเป็นเกล็ดน้ำตาลเกาะอยู่ตามขอบแก้ว กลไกการเกิดนิ่วในร่างกายของเราก็คล้ายกัน เมื่อปัสสาวะมีความเข้มข้นสูงมากจากการที่ร่างกายขาดน้ำ สารเคมีต่างๆ ที่ปนอยู่ในปัสสาวะ เช่น แคลเซียม ออกซาเลต ฟอสเฟต หรือกรดยูริก จะเริ่มจับตัวกันเป็นผลึกเล็กๆ และหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการระบายออก ผลึกเหล่านั้นจะค่อยๆ พอกตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นก้อนนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะในที่สุด

อาการเตือนแบบไหนที่บอกว่า อาจมีก้อนนิ่วแอบซ่อนอยู่

อาการของโรคนี้จะแตกต่างกันไปตามตำแหน่ง ขนาด และการเคลื่อนที่ของก้อนนิ่ว ซึ่งอาการเด่นๆ ที่หมอมักจะตรวจพบในคนไข้บ่อยๆ มีดังนี้

  • ปวดเกร็งที่สีข้างหรือหลังตอนล่าง: มักเป็นการปวดข้างใดข้างหนึ่งอย่างรุนแรง ปวดเป็นระลอกๆ บางครั้งอาจร้าวลงมาถึงท้องน้อยหรือขาหนีบ เกิดจากการบีบตัวของท่อไตเพื่อพยายามขับก้อนนิ่วออกไป
  • ปัสสาวะมีเลือดปน: ปัสสาวะอาจมีสีชมพู แดง หรือสีคล้ายน้ำล้างเนื้อ เกิดจากขอบคมๆ ของก้อนนิ่วไปครูดกับผนังท่อปัสสาวะจนเกิดแผล
  • ปัสสาวะขุ่นหรือมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ: เป็นสัญญาณของการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะที่มักเกิดขึ้นร่วมด้วย
  • ปัสสาวะกะปริดกะปรอยหรือขัด: รู้สึกปวดปัสสาวะบ่อย แต่ปัสสาวะออกทีละนิด หรือบางครั้งปัสสาวะไหลๆ อยู่แล้วก็หยุดไปดื้อๆ เนื่องจากก้อนนิ่วไปอุดกั้นทางไหล

พฤติกรรมในชีวิตประจำวันแบบไหน ที่เร่งให้เกิดนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมบางคนเป็นนิ่วซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่บางคนไม่เคยเป็นเลย ปัจจัยสำคัญส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่เราอาจมองข้ามไป

การดื่มน้ำน้อยเกินไปในแต่ละวัน

นี่คือสาเหตุอันดับหนึ่งที่หมอเจอเป็นประจำ ยิ่งในสภาพอากาศร้อนชื้น ร่างกายจะสูญเสียเหงื่อได้ง่าย หากดื่มน้ำไม่เพียงพอ ปัสสาวะจะเข้มข้นและตกตะกอนเป็นนิ่วได้ง่ายขึ้นมาก

พฤติกรรมการกินอาหารรสเค็มจัดและเนื้อสัตว์ปริมาณมาก

โซเดียมที่สูงจากเกลือหรือน้ำปลาจะไปกระตุ้นให้ไตขับแคลเซียมออกมาในปัสสาวะมากขึ้น ส่วนการกินเนื้อสัตว์สีแดงปริมาณมากๆ จะเพิ่มกรดยูริกและลดระดับสารซิเตรตในปัสสาวะ ซึ่งซิเตรตนี้เองที่เป็นสารธรรมชาติที่ช่วยยับยั้งการก่อตัวของก้อนนิ่ว

การกินอาหารที่มีสารออกซาเลตสูงเป็นประจำโดยไม่บาลานซ์

อาหารจำพวกยอดผัก หน่อไม้ ชะอม ใบชะพลู ถั่ว หรือช็อกโกแลต มีสารออกซาเลตค่อนข้างสูง หากกินในปริมาณมากเกินไปโดยไม่ได้ดื่มน้ำตามมากๆ หรือไม่ได้กินร่วมกับอาหารที่มีแคลเซียมเพื่อช่วยจับสารออกซาเลตในลำไส้ ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงได้

เมื่อตรวจเจอนิ่วแล้ว หมอมีวิธีรักษาอย่างไรบ้าง?

แนวทางการรักษานิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะจะขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของก้อนนิ่วเป็นหลัก หมอจะประเมินร่วมกับคนไข้เพื่อเลือกวิธีที่ดีที่สุด

  • การปล่อยให้หลุดเองตามธรรมชาติ: วิธีนี้ใช้สำหรับก้อนนิ่วที่มีขนาดเล็กมาก (มักจะเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร) หมอจะจ่ายยาช่วยขยายท่อไต ยาแก้ปวด และแนะนำให้คนไข้ดื่มน้ำมากๆ วันละ 2-3 ลิตร เพื่อช่วยขับนิ่วให้ออกมาพร้อมปัสสาวะ
  • การสลายนิ่วด้วยคลื่นกระแทก (ESWL): เป็นการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงยิงจากภายนอกร่างกายเข้าไปยังก้อนนิ่วโดยตรง เพื่อให้ก้อนนิ่วแตกตัวเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วหลุดออกมาเอง วิธีนี้ไม่ต้องผ่าตัดและไม่มีแผล
  • การส่องกล้องสลายนิ่ว (Ureteroscopy): หมอจะใช้กล้องขนาดเล็กมากส่องผ่านท่อปัสสาวะเข้าไปถึงตำแหน่งที่นิ่วอุดตัน จากนั้นจะใช้เลเซอร์หรือเครื่องมือพิเศษทำลายนิ่วให้แตกและคีบออก เหมาะสำหรับนิ่วในท่อไตหรือนิ่วในไตขนาดไม่ใหญ่มาก
  • การผ่าตัดผ่านผิวหนัง (PCNL): ใช้สำหรับก้อนนิ่วในไตที่มีขนาดใหญ่ โดยหมอจะเจาะรูเล็กๆ บริเวณหลังเพื่อส่องกล้องเข้าไปบดและดูดเอาก้อนนิ่วออกมา

วิธีดูแลตัวเองง่ายๆ ไม่ให้กลับมาเป็นนิ่วซ้ำสอง

การรักษานิ่วให้หายไม่ใช่จุดสิ้นสุด เพราะโรคนี้มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้สูงถึงร้อยละ 50 ภายในเวลา 5 ปี หากคนไข้ไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ

เริ่มต้นจากการดื่มน้ำให้เพียงพอ: ควรดื่มน้ำให้ได้วันละอย่างน้อย 2.5 ถึง 3 ลิตร โดยสังเกตจากสีของปัสสาวะ ควรจะใสหรือมีสีเหลืองอ่อนมากๆ ตลอดทั้งวัน

ลดเค็มและลดเนื้อสัตว์: หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป อาหารกระป๋อง และอาหารที่มีโซเดียมสูง รวมถึงควบคุมปริมาณเนื้อสัตว์ให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอดี

ห้ามงดแคลเซียมเด็ดขาด: หลายคนเข้าใจผิดว่าเมื่อเป็นนิ่วแคลเซียมแล้วต้องเลิกกินแคลเซียม แต่ความจริงแล้วยังจำเป็นต้องกินอาหารที่มีแคลเซียมตามปกติ เช่น นม หรือโยเกิร์ต เพราะแคลเซียมในอาหารจะเข้าไปจับกับออกซาเลตในทางเดินอาหาร ทำให้ร่างกายดูดซึมออกซาเลตน้อยลงและขับออกทางอุจจาระแทนที่จะไปตกตะกอนเป็นนิ่วที่ไต

หากเริ่มมีอาการปวดหลังร้าวลงท้องน้อย ปัสสาวะแสบขัด หรือปัสสาวะมีสีผิดปกติ อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจและคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา การเข้ามาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้รักษาได้ง่ายและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงต่อไตได้อย่างทันท่วงที

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพที่คุณต้องการ หรือเลือกดูตามหมวดหมู่

🐻 แชทคุยกับคุณหมอนะคะ