นั่งเคลียร์งานหน้าจออยู่ดีๆ ทำไมขมับเริ่มตุบๆ เหมือนมีคนมาเคาะ
เวลาเปิดห้องตรวจแล้วเจอคนไข้เดินเข้ามาบ่นว่าปวดหัว หมอมักจะเจออาการสองแบบนี้ปะปนกันบ่อยมาก บางคนบอกว่าปวดตุบๆ เหมือนจังหวะชีพจรเต้นที่ขมับข้างเดียว บางคนก็บอกว่ารู้สึกเหมือนมีผ้ามาคาดหัวแน่นๆ บีบขมับและท้ายทอยตลอดเวลา ความจริงคืออาการปวดหัวสองแบบนี้มีความใกล้ชิดกันมาก จนบางครั้งคุณหมอยังต้องใช้เวลาซักประวัติอย่างละเอียดเลยว่าตกลงแล้วมันคืออะไรกันแน่
อาการปวดศีรษะไมเกรนจากความเครียด หน้าตาเป็นอย่างไรและต่างกันตรงไหน
หลายคนชอบเหมารวมว่าอาการปวดหัวทุกอย่างเกิดจากความเครียด แต่ในทางการแพทย์เราแบ่งโรคออกค่อนข้างชัดเจน ระหว่างโรคไมเกรนแท้ๆ กับโรคปวดหัวจากความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ
สัญญาณเตือนเมื่อไมเกรนกำเริบ
อาการปวดศีรษะไมเกรนจากความเครียดมักจะเริ่มต้นจากการที่เราเจอสิ่งกระตุ้น เช่น ความเครียดเรื่องงาน การนอนน้อย หรือแม้แต่แสงจ้า ตัวไมเกรนเองจะมีเอกลักษณ์คือมักจะปวดข้างเดียว (สลับข้างได้ในครั้งถัดไป) มีอาการปวดแบบตุบๆ รุนแรงพอสมควร ขยับตัว เดินขึ้นบันได หรือโดนแสงเสียงดังๆ จะยิ่งปวดมากขึ้นจนแทบทำงานต่อไม่ไหว บางคนอาจมีอาการคลื่นไส้ร่วมด้วยเหมือนอยากจะอาเจียน
ความรู้สึกตึง แน่น หนักหัว จากความเครียดล้วนๆ
ส่วนอาการปวดหัวจากความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ จะให้ความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง คือปวดตื้อๆ แน่นๆ เหมือนมีสายมารัดรอบศีรษะ หรือรู้สึกหนักๆ ที่ต้นคอและบ่าลามขึ้นมาขมับ มักจะเป็นสองข้างเท่าๆ กัน ไม่ค่อยมีอาการคลื่นไส้ และขยับตัวเดินไปมาก็ไม่ได้ทำให้ปวดมากขึ้น แต่ปัญหาคือในยุคนี้คนทำงานมักจะมีอาการทั้งสองอย่างผสมกัน กลายเป็นว่าเครียดแล้วไปกระตุ้นให้ไมเกรนกำเริบขึ้นมาพร้อมๆ กับกล้ามเนื้อคอบ่าไหล่ที่แข็งเกร็ง
ทำไมความเครียดถึงทำให้เส้นเลือดในสมองและกล้ามเนื้อประท้วง
เวลาที่เราเครียด สมองจะหลั่งสารเคมีบางตัวออกมา ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อหลอดเลือดและเส้นประสาทในสมอง ทำให้หลอดเลือดขยายตัวและหดตัวผิดปกติจนเกิดอาการปวดตุบๆ ของไมเกรน ในขณะเดียวกัน ร่างกายก็จะสั่งให้กล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า ไหล่ และหนังศีรษะเกร็งตัวอัตโนมัติเพื่อเตรียมรับมือกับความเครียด ยิ่งเกร็งนานเข้าเลือดก็ไปเลี้ยงไม่พอ ยิ่งทำให้เกิดอาการปวดตึงลามขึ้นมาที่หัว กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่แก้ไม่หายสักที
เช็คลิสต์พฤติกรรมตัวการที่คอยจุดชนวนอาการปวดหัว
นอกเหนือจากงานกองโตและความเครียดสะสมแล้ว อาการปวดหัวเหล่านี้มักจะมีตัวการเบื้องหลังที่ซ่อนอยู่ร่วมด้วยเสมอ
- นอนดึกตื่นเช้าเกินไป หรือนอนไม่เป็นเวลาติดต่อกันหลายวัน
- จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือนานเกินไปโดยไม่พักสายตา
- ดื่มกาแฟในปริมาณมากเกินไป หรือมีอาการลงแดงคาเฟอีนในวันหยุด
- อยู่ในห้องที่แสงจ้าเกินไป หรือมีเสียงดังรบกวนสมาธิอยู่ตลอดเวลา
- ดื่มน้ำเปล่าน้อยเกินไประหว่างวันจนร่างกายเริ่มมีภาวะขาดน้ำอ่อนๆ
วิธีตัดวงจรปวดหัวด้วยการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
การรักษาอาการปวดหัวประเภทนี้ให้หายขาด ไม่ได้พึ่งแค่ยาแก้ปวดอย่างเดียว แต่ต้องแก้ที่ต้นเหตุของความตึงเครียดด้วย เมื่อเริ่มรู้สึกว่าอาการเริ่มมาเยือน ให้ลองทำตามขั้นตอนนี้
- พักสายตาและเปลี่ยนอิริยาบถ: ทุกๆ หนึ่งชั่วโมงควรลุกขึ้นเดินยืดเส้นยืดสาย ผ่อนคลายกล้ามเนื้อคอและบ่า
- ปรับท่านั่งทำงาน: จัดระดับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตาพอดี เพื่อไม่ให้ต้องก้มหน้าหรือเกร็งคอโดยไม่รู้ตัว
- ฝึกหายใจคลายเครียด: หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ ให้ท้องป่องออก ช่วยลดการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติที่ตึงเครียดได้ดีมาก
- ดื่มน้ำอุ่นให้เพียงพอ: ช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้นและลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ
สัญญาณเตือนแบบไหนที่ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจให้ละเอียด
โดยทั่วไปอาการปวดหัวจากความเครียดหรือไมเกรนสามารถดีขึ้นได้เองเมื่อได้พักผ่อน แต่ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย หมอแนะนำว่าไม่ควรปล่อยไว้และควรเข้ามาตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม
- อาการปวดหัวรุนแรงที่สุดในชีวิตแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
- ปวดหัวร่วมกับมีไข้สูง คอแข็ง หรือมีผื่นขึ้นร่วมด้วย
- มีอาการชา อ่อนแรง พูดไม่ชัด หรือมองเห็นภาพซ้อนร่วมกับอาการปวดหัว
- ปวดหัวมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน กินยาแล้วอาการไม่ดีขึ้นเลย