ตื่นมาก็ปวดตุบๆ ที่ขมับ: สัญญาณเตือนจากร่างกายที่กำลังแบกรับเกินไหว
ช่วงนี้หลายคนอาจจะกำลังเจอศึกหนัก ทั้งเรื่องงาน เรื่องเงิน หรือปัญหาชีวิตรอบตัว พอกลับถึงบ้านหัวถึงหมอนแทนที่จะได้นอนสบาย กลับต้องสะดุ้งตื่นเพราะอาการปวดตุบๆ ที่ขมับข้างเดียว หรือบางทีก็ปวดร้าวลามไปถึงท้ายทอยและกระบอกตา อาอาการแบบนี้ไม่ได้แปลว่าแค่คิดมากไปเอง แต่มันคือเสียงสะท้อนจากสมองและหลอดเลือดที่กำลังส่งสัญญาณเตือนว่า เรากำลังเผชิญกับอาการปวดศีรษะไมเกรนจากความเครียดที่ต้องรีบทำความเข้าใจก่อนจะเรื้อรัง
ไมเกรนกับปวดหัวจากความเครียด ต่างกันอย่างไร หรือแท้จริงแล้วมันคือแฝดคนละฝา
เวลาคนไข้เดินเข้ามาปรึกษาที่คลินิก มักจะแยกไม่ออกระหว่างอาการปวดหัวจากความเครียดทั่วไปกับไมเกรน เพราะบางทีอาการมันก็เหลื่อmทับกันจนแยกยาก ความจริงคือ:
- อาการปวดหัวจากความเครียด (Tension Headache): จะรู้สึกเหมือนมีอะไรมารัดรอบหัวแน่นๆ หรือบีบขมับทั้งสองข้าง ปวดตึงต้นคอและบ่า แต่ไม่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และแสงเสียงดังไม่ได้ทำให้แย่ลงมากนัก
- ไมเกรน (Migraine): มักจะปวดตุบๆ ข้างเดียว อาการจะรุนแรงกว่า ขยับตัวนิดหน่อย เดินขึ้นบันได หรือโดนแสงจ้า เสียงดัง จะทำให้ปวดทรมานมากขึ้น และมักมีอาการคลื่นไส้ร่วมด้วย
- อาการปวดศีรษะไมเกรนจากความเครียด: คือภาวะที่ความเครียดสะสมไปกระตุ้นให้สมองและเส้นประสาทเกิดการตอบสนองแบบไมเกรน ทำให้คนที่เป็นไมเกรนอยู่แล้ว อาการกำเริบหนักขึ้น หรือคนที่ไม่เคยเป็น ต้องมาปวดตุบๆ ข้างเดียวร่วมกับอาการตึงกล้ามเนื้อคอบ่าไหล่
ทำไมความเครียดถึงกลายมาเป็นชนวนเหตุระเบิดความปวดในหัว
เวลาที่เราเครียด สมองจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา กล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า ไหล่ และหนังศีรษะจะเกร็งตัวโดยอัตโนมัติ ส่งผลให้หลอดเลือดในสมองเกิดการขยายตัวและหดตัวผิดปกติ สารสื่อประสาทในสมองอย่างเซโรโทนินลดต่ำลง เจ้าสารตัวนี้แหละที่มีหน้าที่ควบคุมความเจ็บปวด พอมันลดลง สมองจึงแปลผลความรู้สึกนั้นออกมาเป็นอาการปวดหัวไมเกรนที่รุนแรงและน่าหงุดหงิด
เช็คลิสต์พฤติกรรมเสี่ยงรอบตัว ที่คอยกระตุ้นอาการปวดให้กำเริบ
นอกจากความเครียดสะสมแล้ว ยังมีตัวกระตุ้นอื่นๆ ที่มักจะมาจับมือกันทำให้เราปวดหัวหนักขึ้น เช่น
- การนอนหลับที่ไม่เป็นเวลา นอนน้อยเกินไป หรือนอนตื่นสายเกินไปในวันหยุด
- การดื่มกาแฟปริมาณมากเกินไป หรืออาการลงแดงคาเฟอีนในวันที่ไม่ได้ดื่ม
- การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือติดต่อกันหลายชั่วโมงโดยไม่พักสายตา
- การอยู่ในห้องที่อากาศร้อนจัด แสงแดดจ้า หรือมีกลิ่นฉุนรุนแรง เช่น น้ำหอมหรือควันบุหรี่
- การปล่อยให้ท้องว่างจนระดับน้ำตาลในเลือดตก
วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้น เมื่ออาการปวดหัวกำเริบขึ้นมากลางคัน
เวลาที่อาการปวดเริ่มก่อตัว สิ่งแรกที่ต้องทำคือการหยุดกิจกรรมที่ทำอยู่แล้วหาทางผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ
- ปลีกตัวไปอยู่ในที่สงบ: หลีกเลี่ยงแสงไฟจ้าและเสียงดัง ปิดม่านห้องนอนหรือหาที่มืดๆ งดการมองหน้าจอทุกชนิด
- ประคบเย็นหรือประคบร้อน: ใช้ผ้าเย็นประคบที่หน้าผาก ขมับ หรือต้นคอเพื่อช่วยลดการขยายตัวของหลอดเลือด หรือประคบอุ่นบริเวณบ่าและต้นคอเพื่อคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเกร็ง
- ดื่มน้ำเปล่าสะอาด: การขาดน้ำเป็นอีกหนึ่งตัวการสำคัญที่ทำให้ปวดหัวแย่ลง การจิบน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องช้าๆ จะช่วยได้มาก
- ใช้ยาบรรเทาอาการอย่างถูกวิธี: หากอาการไม่ดีขึ้น สามารถใช้ยาแก้ปวดพื้นฐานอย่างพาราเซตามอล หรือยากลุ่มแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ แต่ต้องอยู่ในคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรเสมอ ห้ามซื้อยาชุดหรือยาแก้ไมเกรนกินเองพร่ำเพรื่อเพราะอาจดื้อยาหรือเกิดผลข้างเคียง
สัญญาณเตือนแบบไหน ที่แปลว่าควรไปพบแพทย์ตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด
แม้ว่าอาการปวดหัวจากความเครียดและไมเกรนจะเป็นเรื่องที่พบบ่อย แต่หากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ไม่ควรนิ่งนอนใจและควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่อันตรายอื่นๆ เช่น เนื้องอกในสมอง หรือเส้นเลือดในสมองผิดปกติ
- ปวดหัวรุนแรงมากแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต หรือปวดแบบฉับพลันทันทีและรุนแรงที่สุด
- มีอาการร่วม เช่น มีไข้สูง คอแข็ง แขนขาอ่อนแรง ชาครึ่งซีก พูดไม่ชัด หรือมองเห็นภาพซ้อน
- อาการปวดหัวแย่ลงเรื่อยๆ ทุกวัน กินยาแล้วไม่หาย หรือปวดจนต้องตื่นกลางดึก
- เริ่มมีอาการปวดหัวแปลกๆ หลังจากอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีประวัติโรคมะเร็ง