ช่วงนี้มีคนไข้หลายคนที่เดินเข้ามาปรึกษาด้วยความตกใจและกังวลใจ หลังจากแอบไปส่องกระจกห้องน้ำแล้วพบว่าอุจจาระของตัวเองเปลี่ยนเป็นสีดำปี๋ บางคนถึงกับหน้าซีดเพราะนึกว่ามีเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนบนตามที่เคยอ่านเจอในอินเทอร์เน็ต แต่พอซักประวัติลึกๆ ลงไป ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้มีอาการปวดท้อง เวียนหัว หรืออ่อนเพลียอะไรร่วมด้วยเลยครับ
สาเหตุหลักที่หมอพบได้บ่อยมากๆ และอยากจะมาเล่าให้ฟังในวันนี้ ก็คือเรื่องของ ผลกระทบจากการรับประทานธาตุเหล็ก รวมไปถึงยาบางชนิดที่พวกเราคุ้นเคยกันดีนี่เองครับ การที่อุจจาระเปลี่ยนสีไม่ได้แปลว่าเป็นโรคร้ายเสมอไป แต่กลไกทางเคมีในร่างกายต่างหากที่เป็นตัวการเบื้องหลังเรื่องนี้
กินยาธาตุเหล็กเข้าไป ทำไมของเสียในร่างกายถึงกลายเป็นสีดำ?
เวลาที่เรากินยาบำรุงเลือดหรือวิตามินที่มีธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบ ร่างกายของเราไม่ได้ดูดซึมธาตุเหล็กเข้าไปทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์หรอกนะครับ ธาตุเหล็กส่วนเกินที่เหลือตกค้างอยู่ภายในลำไส้ จะเดินทางไปทำปฏิกิริยากับสารเคมีและน้ำย่อยต่างๆ รวมถึงแบคทีเรียตามธรรมชาติในทางเดินอาหารของเรา
ปฏิกิริยาทางเคมีเจ๋งๆ ตรงนี้แหละครับที่เปลี่ยนธาตุเหล็กให้กลายเป็นสารประกอบซัลไฟด์ที่มีสีเข้ม เมื่อผสมปนเปกับอุจจาระของเรา มันจึงออกมาเป็นสีดำเข้มหรือสีเทาดำอย่างที่เราเห็น ซึ่งถือเป็นผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้ตามปกติมากๆ ทางการแพทย์ และไม่ได้อันตรายอย่างที่หลายคนกลัวเลยแม้แต่น้อย
ไม่ใช่แค่ยาบำรุงเลือด: ยาตัวอื่นที่แอบเปลี่ยนสีอุจจาระโดยไม่รู้ตัว
นอกจากเรื่องของธาตุเหล็กแล้ว หมอยังอยากให้ลองสังเกตดูด้วยว่า ช่วงนี้ได้กินยาตัวอื่นร่วมอยู่ด้วยหรือเปล่า เพราะมีกลุ่มยาและอาหารบางประเภทที่มีฤทธิ์ทำให้สีอุจจาระเพี้ยนไปจากเดิมได้เหมือนกัน เช่น:
- ยาลดกรดหรือยาเคลือบกระเพาะบางตัว: โดยเฉพาะกลุ่มที่มีส่วนผสมของสารบิสมัท (Bismuth) ที่เวลาเข้าไปเคลือบกระเพาะแล้ว จะขับออกมาทางอุจจาระและเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทได้เช่นกัน
- ยาระบายหรือสมุนไพรบางชนิด: ที่ออกฤทธิ์กระตุ้นลำไส้ ทำให้ระบบขับถ่ายทำงานเร็วขึ้นและส่งผลต่อสีของอุจจาระ
- อาหารสีเข้มจัด: เช่น เลือดหมู เลือดเป็ด ตับสัตว์ต่างๆ หรือผักใบเขียวเข้มและผลไม้บางชนิด เช่น บลูเบอร์รี่ ก็ให้ผลลัพธ์คล้ายกันได้
ความแตกต่างที่ต้องรู้: อุจจาระดำจากยา กับดำจากเลือดออกในท้อง
แม้ว่าการกินยาธาตุเหล็กจะเป็นสาเหตุยอดฮิต แต่อาการอุจจาระดำก็ยังอาจเกิดจากภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนบน เช่น แผลในกระเพาะอาหารได้เช่นกัน หมอเลยมีวิธีสังเกตง่ายๆ เพื่อแยกแยะความต่างระหว่างสองกรณีนี้ด้วยตัวเองเบื้องต้นครับ
อุจจาระสีดำจากการกินยา
เนื้ออุจจาระมักจะยังมีฟอร์มปกติ อาจจะมีความนิ่มหรือแข็งตามรอบการขับถ่ายปกติ สีจะดำสนิทสม่ำเสมอกัน และที่สำคัญคือไม่มีอาการปวดท้องรุนแรง หน้ามืด วิงเวียน หรือถ่ายออกมาแล้วมีกลิ่นเหม็นคาวเลือดผิดปกติร่วมด้วย
อุจจาระสีดำจากเลือดออกในทางเดินอาหาร
มักจะมีลักษณะเละเหลวคล้ายยางมะตอยหรือโคลน มีกลิ่นเหม็นรุนแรงและเป็นเอกลักษณ์มากกว่าปกติมากๆ และมักจะมีอาการเตือนอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ปวดท้องน้อยหรือจุกแน่นลิ้นปี่ อ่อนเพลีย ไม่มีแรง หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม หรืออาเจียนออกมาเป็นเลือดร่วมด้วย
อาการแบบไหนที่กินยาธาตุเหล็กแล้วควรมาพบแพทย์ทันที
ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนสีของอุจจาระจะเป็นเรื่องธรรมดาของคนที่กินยาบำรุงเลือด แต่ถ้ามีอาการเหล่านี้พ่วงเข้ามาด้วย หมอแนะนำว่าอย่านิ่งนอนใจ ควรเข้ามาให้คุณตรวจเช็กอย่างละเอียดจะดีที่สุดครับ:
- มีอาการปวดท้องน้อยหรือปวดท้องส่วนบนอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง
- รู้สึกเวียนหัวบ้านหมอ หน้ามืด ตาลาย หรือรู้สึกเหมือนจะวูบเวลาลุกขึ้นยืน
- ร่างกายอ่อนเพลียไม่มีแรง ผิวซีดเซียวลงอย่างเห็นได้ชัด
- อาเจียนออกมาเป็นเลือด หรือมีเศษอาหารปนเลือดสดๆ
- หยุดกินยาธาตุเหล็กไปแล้ว 2 ถึง 3 วัน แต่อุจจาระยังคงดำสนิทและมีอาการผิดปกติไม่หายไป
ท้ายที่สุดนี้ ถ้าใครที่กำลังกินยาบำรุงเลือดอยู่แล้วเจอว่าอุจจาระตัวเองเปลี่ยนสี ก็ไม่ต้องตกใจจนรีบโยนยาทิ้งนะครับ ให้ลองนึกทบทวนดูก่อนว่าเราเพิ่งเริ่มกินยาตัวนี้ไปหรือเปล่า แต่ถ้าหากไม่แน่ใจ หรือมีอาการปวดท้องร่วมด้วย การแวะมาปรึกษาแพทย์เพื่อให้ตรวจวินิจฉัยอย่างมั่นใจ ก็ถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับสุขภาพของเราเองครับ