อาการปวดแขนหลังฉีดวัคซีน แบบไหนที่เรียกว่าไม่ปกติ
หลายคนอาจเคยประสบปัญหาไปรับการฉีดวัคซีนตามนัด แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายวัน หรือเข้าสู่สัปดาห์ที่สอง อาการปวดบริเวณต้นแขนกลับไม่ลดลงเลย ซ้ำร้ายยังเริ่มยกแขนไม่ขึ้น เอื้อมมือไปหยิบของที่สูงไม่ได้ หรือแม้แต่การติดกระดุมเสื้อด้านหลังก็กลายเป็นเรื่องยากลำบากและสร้างความทรมานอย่างมาก
โดยทั่วไป อาการปวดระบมบริเวณต้นแขนหลังฉีดวัคซีนถือเป็นเรื่องปกติที่พบได้บ่อย เกิดจากการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ซึ่งมักจะหายไปเองภายใน 2-3 วัน แต่หากอาการปวดนั้นรุนแรงขึ้น มีอาการขัดในข้อไหล่ หรือเจ็บแปลบทุกครั้งที่เคลื่อนไหวแขน นั่นอาจไม่ได้เป็นเพียงผลข้างเคียงทั่วไปของวัคซีน แต่เป็นสัญญาณของ ภาวะการบาดเจ็บของโครงสร้างข้อไหล่จากการฉีดวัคซีนผิดตำแหน่ง หรือที่ในทางการแพทย์เรียกว่า SIRVA (Shoulder Injury Related to Vaccine Administration)
ภาวะ SIRVA เกิดขึ้นได้อย่างไร
บริเวณไหล่ของเรามีโครงสร้างที่ซับซ้อน ประกอบด้วยกล้ามเนื้อต้นแขน (Deltoid Muscle) เอ็นข้อไหล่ และถุงน้ำลดแรงเสียดทาน (Bursa) ซึ่งซ้อนทับกันอยู่ การฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อต้นแขนที่ถูกต้อง จำเป็นต้องฉีดลงในส่วนที่หนาที่สุดของกล้ามเนื้อเดลตอยด์
อย่างไรก็ตาม หากตำแหน่งการฉีดอยู่สูงเกินไป ใกล้กับหัวไหล่มากเกินไป หรือใช้เข็มที่มีความยาวไม่เหมาะสม สารในวัคซีนและตัวเข็มอาจหลุดเข้าไปในโครงสร้างใต้ชั้นกล้ามเนื้อ เช่น ถุงน้ำลดแรงเสียดทาน หรือเอ็นหมุนข้อไหล่โดยตรง ปฏิกิริยาของวัคซีนที่ควรจะเกิดขึ้นในกล้ามเนื้อจึงไปกระตุ้นให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรงในถุงน้ำและเอ็นข้อไหล่ ส่งผลให้เกิดภาวะถุงน้ำข้อไหล่อักเสบ (Subacromial Bursitis) หรือเอ็นข้อไหล่อักเสบ (Rotator Cuff Tendonitis) ตามมา
ข้อแตกต่างระหว่างอาการปวดกล้ามเนื้อทั่วไปกับภาวะ SIRVA
การสังเกตความผิดปกติของตนเองและคนในครอบครัวสามารถทำได้โดยพิจารณาจากลักษณะอาการดังนี้
- อาการปวดกล้ามเนื้อทั่วไป: มักเริ่มปวดหลังฉีดไม่กี่ชั่วโมง อาการเป็นแบบตึงๆ ระบมเฉพาะจุด ปวดมากที่สุดในวันแรก และจะค่อยๆ ดีขึ้นจนหายเป็นปกติภายใน 48-72 ชั่วโมง โดยยังสามารถยกแขนหรือหมุนไหล่ได้เกือบปกติ
- ภาวะ SIRVA: อาการปวดมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายใน 48 ชั่วโมงแรกหลังการฉีด และมีระดับความปวดที่รุนแรง อาการปวดจะไม่ลดลงตามเวลา แต่จะเรื้อรังยาวนานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน ผู้ป่วยจะสูญเสียองศาการเคลื่อนไหวของข้อไหล่ เช่น ไม่สามารถยกแขนขนานกับพื้น ไม่สามารถสระผม หรือเอื้อมมือไปด้านหลังได้
หากพบว่าหลังการฉีดวัคซีนมากกว่า 3-5 วันแล้ว อาการปวดไหล่ยังคงรุนแรงและทำให้การใช้ชีวิตประจำวันลำบาก ไม่ควรนิ่งนอนใจหรือคิดว่าเป็นเพียงผลข้างเคียงทั่วไป ควรเข้าพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด
แนวทางการวินิจฉัยและดูแลรักษา
เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดร่วมกับการตรวจร่างกายเพื่อประเมินจุดที่อักเสบและองศาการเคลื่อนไหวของข้อไหล่ ในบางรายอาจมีการส่งตรวจเพิ่มเติมด้วยการอัลตราซาวนด์ (Ultrasound) หรือการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อดูความเสียหายของถุงน้ำและเอ็นรอบข้อไหล่
การรักษาในระยะเริ่มต้น
การรักษาภาวะ SIRVA มุ่งเน้นไปที่การลดการอักเสบและคืนการเคลื่อนไหวของข้อไหล่ให้กลับมาเป็นปกติ โดยมีขั้นตอนดังนี้
- การพักการใช้งาน: หลีกเลี่ยงการยกของหนัก หรือการใช้งานข้อไหล่ในท่าที่ทำให้เกิดอาการเจ็บ
- การรับประทานยา: แพทย์อาจจ่ายยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เพื่อบรรเทาอาการปวดและลดการอักเสบในข้อไหล่
- การทำกายภาพบำบัด: เป็นหัวใจสำคัญในการฟื้นฟู ผู้ป่วยจะได้ฝึกการยืดเหยียดและออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่อย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันภาวะข้อไหล่ติดแข็ง (Frozen Shoulder)
- การฉีดยาลดการอักเสบ: ในกรณีที่อาการอักเสบรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อยาบรรเทาปวด แพทย์อาจพิจารณาฉีดยาสเตียรอยด์เข้าเฉพาะที่บริเวณถุงน้ำข้อไหล่เพื่อลดการอักเสบอย่างตรงจุด
วิธีป้องกันการบาดเจ็บจากการฉีดวัคซีน
แม้อาการ SIRVA จะพบได้ไม่บ่อยนัก แต่ก็เป็นภาวะที่สามารถป้องกันได้ โดยผู้รับการฉีดวัคซีนสามารถมีส่วนร่วมในการป้องกันได้ดังนี้
- แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่เหมาะสม: ควรใส่เสื้อแขนกุด หรือเสื้อแขนสั้นที่มีเนื้อขยายได้กว้าง เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์มองเห็นบริเวณหัวไหล่และตำแหน่งกล้ามเนื้อได้อย่างชัดเจน โดยไม่ต้องรั้งคอเสื้อขึ้นไปซึ่งอาจทำให้ตำแหน่งการฉีดคลาดเคลื่อน
- ผ่อนคลายกล้ามเนื้อขณะฉีด: นั่งในท่าที่สบาย วางแขนไว้บนตักอย่างผ่อนคลาย ไม่เกร็งไหล่หรือยกไหล่ขึ้นขณะเข็มกำลังแทงเข้ากล้ามเนื้อ
- แจ้งประวัติการบาดเจ็บเดิม: หากเคยมีปัญหาเกี่ยวกับข้อไหล่มาก่อน ควรแจ้งให้ผู้ฉีดทราบก่อนทำการฉีดวัคซีนทุกครั้ง
วัคซีนยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันโรคร้ายแรง และภาวะ SIRVA ก็ไม่ได้เกิดจากตัวยาของวัคซีน แต่เกิดจากตำแหน่งของการฉีดที่คลาดเคลื่อนไป การรู้เท่าทันอาการและเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที จะช่วยให้ข้อไหล่กลับมาฟื้นตัวและใช้งานได้อย่างสมบูรณ์อีกครั้ง