ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจเริ่มสังเกตเห็นลูกวัยรุ่นที่เคยร่าเริงสดใส กลับเปลี่ยนเป็นคนละคน เก็บตัวเงียบในห้อง ไม่ยอมออกไปเจอหน้าใคร แม้แต่การไปโรงเรียนหรือเดินไปซื้อของหน้าปากซอยก็กลายเป็นเรื่องยากลำบาก ในฐานะหมอที่ตรวจเด็กและวัยรุ่นบ่อยๆ อยากบอกว่านี่ไม่ใช่แค่ช่วงเวลาอารมณ์แปรปรวนตามวัยธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะวิตกกังวลต่อการเข้าสังคมในวัยรุ่นที่กำลังรบกวนชีวิตจิตใจของเด็กอยู่

ลูกกลัวอะไรนักหนา เวลาต้องออกไปเจอผู้คนรอบตัว?

เด็กๆ ที่เผชิญกับภาวะนี้ไม่ได้แค่ขี้อายธรรมดา แต่เขามีความกลัวที่รุนแรงและฝังลึกว่าตัวเองจะทำอะไรผิดพลาดจนกลายเป็นตัวตลกในสายตาคนอื่น ความกลัวนี้มักมาพร้อมกับความคิดวนเวียนว่า:

  • กลัวคนอื่นจะมองว่าตัวเองโง่ หน้าตาไม่ดี หรือแต่งตัวไม่เข้าท่า
  • กังวลสุดขีดว่าจะพูดอะไรผิดไปแล้วคนอื่นจะหัวเราะเยาะ
  • กลัวการถูกตัดสินจากเพื่อนร่วมห้อง ครู หรือแม้แต่คนแปลกหน้า

เวลาที่ต้องเจอสถานการณ์จริง ร่างกายของน้องๆ จะตอบสนองทันทีเหมือนกำลังเจออันตราย หัวใจเต้นแรง มือไม้สั่น เหงื่อออกท่วมตัว หรือบางคนปวดท้องคลื่นไส้จนไปโรงเรียนไม่ไหวจริงๆ

ทำไมวัยรุ่นยุคนี้ถึงเสี่ยงเจอเรื่องแบบนี้มากกว่าเดิม?

โลกของวัยรุ่นสมัยนี้ไม่ง่ายเลยครับ สาเหตุที่กระตุ้นให้เกิดภาวะนี้มีหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งเรื่องของสารเคมีในสมองที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ พันธุกรรมในครอบครัวที่มีประวัติเครียดง่าย และที่สำคัญคือแรงกดดันรอบตัว:

  • โซเชียลมีเดีย: การเห็นชีวิตที่สมบูรณ์แบบของคนอื่นตลอดเวลา ทำให้เด็กเอาตัวเองไปเปรียบเทียบและรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ
  • สังคมโรงเรียนและการสอบแข่งขัน: ความคาดหวังจากพ่อคุณแม่และครูที่กดดันให้เด็กต้องโดดเด่นตลอดเวลา
  • ประสบการณ์ถูกกลั่นแกล้ง: เคยมีปมในอดีต เช่น ถูกล้อเลียนในห้องเรียนหรือในกลุ่มเพื่อน ทำให้ไม่กล้าเปิดใจให้ใครอีก

วิธีช่วยลูกก้าวผ่านความกลัว โดยไม่ไปเพิ่มความกดดันให้เขา

การบอกลูกว่าแค่นี้ทำไมต้องกลัว หรือการบังคับให้เขาออกไปเจอผู้คนบ่อยๆ ไม่ช่วยให้อาการดีขึ้นกลับจะทำให้เด็กยิ่งถอยหนีและปิดกั้นตัวเองมากขึ้น หมอแนะนำแนวทางที่เข้าใจได้ง่ายและทำได้จริงในครอบครัวดังนี้ครับ

เปิดใจรับฟังแบบไม่ตัดสิน

ลองชวนคุยด้วยความเข้าใจ บอกให้เขารู้ว่าเรารับรู้ถึงความทุกข์ที่เขาเจออยู่ ไม่ใช่การมองว่าเขาเรียกร้องความสนใจ การที่เด็กมีพื้นที่ปลอดภัยที่บ้านจะช่วยลดความตึงเครียดในสมองลงได้มาก

ฝึกก้าวทีละน้อยแบบไม่หักดิบ

ถ้าลูกกลัวการไปโรงเรียนทั้งวัน ลองเริ่มจากการพาไปเดินเล่นใกล้ๆ โรงเรียนช่วงวันหยุด หรือนัดเจอเพื่อนสนิทแค่คนเดียวที่บ้านก่อน ให้สมองเขาเรียนรู้ทีละนิดว่าสถานการณ์นั้นไม่ได้อันตรายอย่างที่คิด

พามาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาทางออกร่วมกัน

หากอาการเริ่มหนักขึ้นจนลูกไม่ออกจากห้องเลย ขาดเรียนบ่อย หรือมีภาวะซึมเศร้า การพามาพบจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดครับ ปัจจุบันการดูแลมีทั้งการพูดคุยปรับความคิดและการใช้ยาปรับสารเคมีในสมองชั่วคราว ซึ่งช่วยให้เด็กกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติเร็วขึ้นมากครับ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down