หลายครั้งที่คุณหมอได้เจอคนไข้เดินเข้ามาพร้อมความกังวลใจเกี่ยวกับอาการแปลกๆ ที่ไม่กล้าบอกใคร เช่น มีหนองหรือของเหลวไหลออกจากผิวหนังบริเวณเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่ยอมหายขาด หรือมีอาการปัสสาวะติดเชื้อซ้ำซากจนน่ารำคาญใจ อาการเหล่านี้มักนำไปสู่การตรวจพบความผิดปกติที่เรียกว่า ภาวะรูทะลุหรือทางเชื่อมระหว่าง อวัยวะ ซึ่งฟังดูอาจจะน่าตกใจ แต่ความจริงแล้วเป็นเรื่องของโครงสร้างร่างกายที่มีการเชื่อมต่อกันอย่างไม่สมควรเกิดขึ้น
ภาวะรูทะลุหรือทางเชื่อมระหว่างอวัยวะ คืออะไร แล้วเกิดขึ้นได้อย่างไร?
เพื่อให้เข้าใจง่ายที่สุด ให้ลองนึกภาพตามว่าอวัยวะภายในร่างกายของเราเปรียบเสมือนห้องต่างๆ ในบ้านที่มีผนังกั้นอย่างเป็นระเบียบ เช่น ลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ ช่องคลอด หรือแม้กระทั่งชั้นผิวหนังภายนอก แต่เมื่อเกิด ภาวะรูทะลุหรือทางเชื่อมระหว่าง อวัยวะ (Medical terms: Perforation หรือ Fistula) จะเปรียบเหมือนการเกิดท่อหรือรูอุโมงค์ลับที่เชื่อมระหว่างสองห้องเข้าด้วยกัน ทำให้ของเหลว ลม หรือเชื้อโรคจากอวัยวะหนึ่ง สามารถเล็ดลอดข้ามไปยังอีกอวัยวะหนึ่งได้โดยตรง
ความแตกต่างสำคัญคือ หากเป็น "รูทะลุ" มักหมายถึงการเปิดออกของผนังอวัยวะ เช่น กระเพาะอาหารทะลุ ส่วน "ทางเชื่อมระหว่างอวัยวะ" มักเป็นท่อหรือทางเดินแปลกปลอมที่สร้างขึ้นใหม่จากการอักเสบหรือเรื้อรัง
ทำไมร่างกายถึงเกิดทางเชื่อมผิดปกติแบบนี้ได้?
ท่อหรือทางเชื่อมแปลกปลอมเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองลอยๆ แต่มักมีชนวนเหตุหลักมาจากความพยายามของร่างกายในการจัดการกับการอักเสบหรือการบาดเจ็บ โดยสาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่
- การฝีหนองและอักเสบเรื้อรัง: เมื่อเกิดฝีขึ้นในอวัยวะภายใน ร่างกายจะพยายามขับหนองออกมาตามธรรมชาติ หากหนองนั้นกัดเจาะเนื้อเยื่อไปเรื่อยๆ จนไปทะลุออกอีกอวัยวะหนึ่งหรือทะลุออกผิวหนัง ก็จะกลายเป็นทางเชื่อมค้างไว้
- โรคกลุ่มลำไส้อักเสบเรื้อรัง: เช่น โรคโครห์น (Crohn's Disease) ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อของลำไส้ จนเกิดเป็นทางเชื่อมระหว่างลำไส้ด้วยกันเอง หรือลำไส้กับผิวหนัง
- ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดหรือการรักษา: บางครั้งการผ่าตัดในบริเวณอุ้งเชิงตระกร้อหรือช่องท้อง การแผ่รังสีรักษา (ฉายแสง) อาจทำให้เนื้อเยื่อข้างเคียงเปราะบางและเกิดเป็นทางเชื่อมขึ้นมาในภายหลัง
- อุบัติเหตุและการบาดเจ็บ: การได้รับการกระแทกอย่างรุนแรงหรือบาดแผลฉกรรจ์ที่ทะลุผ่านอวัยวะภายใน
ตำแหน่งที่มักพบภาวะนี้บ่อยที่สุดในชีวิตประจำวัน
ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้หลายจุดในร่างกาย แต่ตำแหน่งที่หมอมักจะตรวจพบในคลินิกหรือโรงพยาบาลอยู่บ่อยๆ ได้แก่
1. ทางเชื่อมรอบรูตูดหรือรูตูดทะลุออกผิวหนัง (Anal Fistula)
พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากการอักเสบของต่อมทำความสะอาดรอบรูตูด จนกลายเป็นฝีคัณฑสูตรและสร้างทางเชื่อมออกมายังผิวหนังรอบๆ รูตูด คนไข้มักมีหนองหรือเลือดซึมออกมาเปื้อนกางเกงในเรื้อรัง
2. ทางเชื่อมระหว่างลำไส้กับกระเพาะปัสสาวะ
ทำให้เชื้อแบคทีเรียจากอุจจาระในลำไส้เล็ดลอดเข้าไปในระบบทางเดินปัสสาวะ ส่งผลให้ปัสสาวะมีขุ่น มีก๊าซหรือเศษอุจจาระปนออกมา และเกิดการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะซ้ำแล้วซ้ำเล่า
3. ทางเชื่อมระหว่างช่องคลอดกับกระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้ใหญ่
มักเกิดหลังการคลอดบุตรที่ยากลำบาก หรือการผ่าตัดทางสูตินรีเวช ทำให้มีปัสสาวะหรืออุจจาระเล็ดลอดออกมาทางช่องคลอดโดยไม่สามารถควบคุมได้
สังเกตตัวเองอย่างไร ว่ากำลังมีสัญญาณเตือนของภาวะนี้?
เนื่องจากตำแหน่งการเกิดภาวะนี้หลากหลาย อาการจึงขึ้นอยู่กับว่าอวัยวะใดเชื่อมต่อกับอวัยวะใด แต่สัญญาณเตือนหลักที่ควรสังเกต ได้แก่
- มีของเหลว น้ำเหลือง หรือหนอง ไหลออกจากแผลหรือตุ่มบนผิวหนังซ้ำๆ โดยแผลไม่ยอมปิดสนิท
- ปัสสาวะมีลมปนออกมา (รู้สึกเหมือนมีฟองอากาศพุ่งออกมาตอนปัสสาวะ) หรือมีสีและกลิ่นคล้ายอุจจาระ
- มีอุจจาระหรือปัสสาวะไหลออกมาทางช่องคลอด
- ปวดท้องเรื้อรัง มีไข้ต่ำๆ หรือมีอาการติดเชื้อในช่องท้องบ่อยครั้งโดยไม่ทราบสาเหตุ
- น้ำหนักลด ร่างกายซูบผอม จากการที่ลำไส้ไม่สามารถดูดซึมสารอาหารได้ตามปกติ
คุณหมอตรวจวินิจฉัยและรักษาภาวะนี้อย่างไร?
เมื่อมาพบแพทย์ คุณหมอจะเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียดและตรวจร่างกาย จากนั้นอาจมีการส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาพิกัดและแนวของทางเชื่อมอย่างแม่นยำ เช่น การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) การส่องกล้อง หรือการฉีดสารทึบแสงเข้าทางรูเชื่อม (Fistulogram)
สำหรับการรักษา ภาวะรูทะลุหรือทางเชื่อมระหว่าง อวัยวะนั้น ส่วนใหญ่ไม่สามารถหายเองได้ด้วยการกินยาเพียงอย่างเดียว เนื่องจากมีท่อเนื้อเยื่อกั้นอยู่ แนวทางการรักษาจึงประกอบด้วย
การรักษาด้วยยาและการปรับโภชนาการ
ในกรณีที่ทางเชื่อมยังมีขนาดเล็ก หรือมีการติดเชื้อ แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะเพื่อควบคุมการติดเชื้อ พร้อมทั้งปรับเรื่องอาหาร ให้สารอาหารทางหลอดเลือด หรืออาหารสูตรพิเศษ เพื่อให้ลำไส้ได้พักและเปิดโอกาสให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง
การรักษาด้วยการผ่าตัด
เป็นวิธีหลักในการรักษาให้หายขาด โดยศัลยแพทย์จะทำหน้าที่ตัดเส้นทางเชื่อมที่ผิดปกติออก เล็มเนื้อเยื่อที่ไม่ดีทิ้ง และเย็บซ่อมแซมปิดรูเปิดของอวัยวะต้นทางและปลายทางให้กลับมาแยกออกจากกันตามปกติ ในบางกรณีอาจมีการวางไหมเล็กล่องไว้ (Seton) เพื่อช่วยระบายหนองก่อนทำการผ่าตัดปิดทางเชื่อมในขั้นตอนถัดไป
วิธีดูแลตัวเองเพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้ไวขึ้น
หากได้รับการวินิจฉัยหรืออยู่ระหว่างการรักษาภาวะนี้ สิ่งสำคัญคือการดูแลสุขภาพกายและใจให้สมบูรณ์เพื่อส่งเสริมการสมานแผลของร่างกาย
- รับประทานอาหารโปรตีนสูง: เนื้อปลา ไข่ขาว และเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เป็นวัตถุดิบสำคัญที่ร่างกายใช้ในการสร้างเนื้อเยื่อใหม่เพื่อปิดรูแผล
- รักษาความสะอาดบริเวณแผลอย่างเคร่งครัด: โดยเฉพาะแผลบริเวณรอบรูตูดหรือช่องคลอด ควรซับให้แห้งเสมอหลังการขับถ่าย เพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อโรค
- ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ: ช่วยลดความเข้มข้นของปัสสาวะ และป้องกันอาการท้องผูกซึ่งอาจทำให้เกิดแรงดันในลำไส้
- งดสูบบุหรี่เด็ดขาด: นิโคตินในบุหรี่ทำให้หลอดเลือดหดตัว ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณแผลน้อยลง ทำให้แผลหายช้าและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดทางเชื่อมซ้ำ
- มาพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ: เพื่อติดตามอาการและประเมินการสมานตัวของเนื้อเยื่ออย่างใกล้ชิด
ภาวะนี้แม้ฟังดูซับซ้อนและสร้างความลำบากในการใช้ชีวิตประจำวันไม่น้อย แต่ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์และการผ่าตัดในปัจจุบัน ทำให้เราสามารถรักษาให้หายขาดได้ หากเริ่มสังเกตเห็นอาการผิดปกติควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่นๆ อย่าปล่อยทิ้งไว้จนเกิดการติดเชื้อรุนแรง