เวลาที่หมอแนะนำให้คนไข้ที่มีอาการปวดหัวรุนแรง สงสัยโรคติดเชื้อในสมอง หรือมีอาการชาอ่อนแรงแปลกๆ เข้ารับการเจาะตรวจน้ำไขสันหลัง สิ่งแรกที่มักจะเห็นคือความกังวลใจในแววตาของคนไข้ หลายคนเคยได้ยินเรื่องเล่าลือว่าเจ็บมาก หรือกลัวว่าจะทำให้เป็นอัมพาต วันนี้หมออยากมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ ว่าการตรวจนี้คืออะไร ทำไมหมอถึงต้องตรวจ และขั้นตอนจริงๆ เป็นอย่างไร เพื่อให้ทุกคนคลายความกังวลลงได้ครับ
น้ำไขสันหลังคืออะไร และทำไมต้องเจาะตรวจ?
น้ำไขสันหลังไม่ใช่ไขกระดูกอย่างที่หลายคนเข้าใจผิดนะครับ แต่มันคือของเหลวใสๆ ที่ไหลเวียนอยู่รอบสมองและไขสันหลังของเรา ทำหน้าที่เสมือนเบาะกันกระแทก ช่วยหล่อเลี้ยงและนำพาสารอาหารไปให้สมอง
เวลาที่สมองหรือเยื่อหุ้มสมองเกิดการอักเสบ ติดเชื้อ มีเลือดออก หรือมีความผิดปกติทางระบบประสาท องค์ประกอบต่างๆ ในน้ำไขสันหลัง ไม่ว่าจะเป็นเม็ดเลือด โปรตีน หรือน้ำตาล จะเปลี่ยนแปลงไป การนำน้ำส่วนนี้ออกมาตรวจจึงเหมือนการส่งสายสืบเข้าไปดูความผิดปกติที่เกิดขึ้นข้างในกะโหลกศีรษะและไขสันหลังโดยตรง ซึ่งการตรวจเลือดธรรมดาไม่สามารถบอกรายละเอียดเหล่านี้ได้ครับ
โรคอะไรบ้างที่ต้องอาศัยการเจาะตรวจนี้?
หมอจะพิจารณาใช้วิธีนี้เมื่อสงสัยโรคกลุ่มเสี่ยงที่ต้องวินิจฉัยให้แม่นยำและรวดเร็ว เช่น:
- โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือสมองอักเสบ: ทั้งจากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือวัณโรค ซึ่งอันตรายมากหากรักษาช้า
- โรคสมองอักเสบจากภูมิคุ้มกัน: ที่ร่างกายสร้างภูมิต้านทานมาทำลายเนื้อสมองตัวเอง
- โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (MS): ที่ต้องดูโปรตีนพิเศษในน้ำไขสันหลัง
- ภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง: ในกรณีที่ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แล้วยังไม่ชัดเจน
ขั้นตอนการเจาะหลัง น่ากลัวอย่างที่คิดจริงไหม?
ขั้นตอนการทำจริงๆ ไม่ได้น่ากลัวหรือเจ็บปวดอย่างที่หลายคนกังวลเลยครับ ใช้เวลาประมาณ 15 ถึง 30 นาทีเท่านั้น โดยมีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้
เตรียมตัวและจัดท่าทางให้ถูกต้อง
หมอจะให้คนไข้นอนตะแคงแล้วงอตัวให้มากที่สุด หรือให้นั่งก้มตัวไปข้างหน้า ลักษณะเหมือนตัวกุ้ง เพื่อให้กระดูกสันหลังขยายออกและมีช่องว่างระหว่างข้อกระดูกกว้างขึ้น ทำให้หมอสามารถสอดเข็มเข้าไปได้ง่ายและแม่นยำที่สุด
การฉีดยาชาเฉพาะที่และการสอดเข็ม
จุดที่เจาะจะเป็นบริเวณหลังส่วนล่าง ระหว่างกระดูกสันหลังช่วงเอว ซึ่งปลอดภัยเพราะพ้นจากระดับไขสันหลังส่วนปลายไปแล้ว หมอจะทำความสะอาดผิวหนังและฉีดยาชาให้ก่อน คนไข้จะรู้สึกเจ็บจี๊ดแค่ตอนเดินยาชา หลังจากนั้นช่วงที่หมอสอดเข็มเล็กๆ เข้าไป จะรู้สึกแค่เหมือนมีแรงกดหรือตื้อๆ เท่านั้น
การเก็บตัวอย่างน้ำไขสันหลัง
เมื่อเข็มเข้าสู่ตำแหน่งที่ถูกต้อง น้ำไขสันหลังจะค่อยๆ ไหลหยดออกมาตามท่อเล็กๆ เพื่อเก็บใส่หลอดทดลองส่งห้องปฏิบัติการ หมอจะใช้เวลาเก็บเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น เมื่อเสร็จแล้วจะดึงเข็มออกและปิดแผลด้วยพลาสเตอร์กันน้ำ
การปฏิบัติตัวหลังเจาะตรวจ เพื่อป้องกันอาการปวดหัว
อาการข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดหลังการเจาะตรวจคืออาการปวดศีรษะ ซึ่งเกิดจากการที่แรงดันของน้ำไขสันหลังลดลงชั่วคราว วิธีดูแลตัวเองเพื่อให้หายไวมีดังนี้ครับ
นอนราบสนิทตามเวลาที่แพทย์กำหนด
หลังเจาะเสร็จ หมอจะแนะนำให้นอนราบไปกับเตียงโดยไม่ต้องหนุนหมอนประมาณ 4 ถึง 6 ชั่วโมง เพื่อให้รูที่เข็มเจาะสมานตัวได้ดีและป้องกันไม่ให้น้ำไขสันหลังรั่วออกมามากเกินไป
ดื่มน้ำสะอาดมากๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ
การดื่มน้ำเปล่าหรือเครื่องดื่มที่มีเกลือแร่จะช่วยให้ร่างกายสร้างน้ำไขสันหลังมาชดเชยส่วนที่เสียไปได้อย่างรวดเร็ว ช่วยลดอาการปวดหัวตื้อๆ ได้ดีมากครับ
อาการแบบไหนหลังเจาะตรวจที่ควรกลับมาพบแพทย์?
โดยทั่วไปอาการปวดหัวหลังเจาะจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปเองภายใน 1 ถึง 2 วัน แต่หากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ควรรีบกลับมาโรงพยาบาลทันที:
- ปวดศีรษะรุนแรงมากจนนอนไม่ได้ แม้จะนอนราบและกินยาแก้ปวดแล้วก็ไม่ดีขึ้น
- มีไข้สูง หนาวสั่น หรือรู้สึกปวดตึงต้นคอมาก
- มีอาการชา อ่อนแรงที่ขา หรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้
- มีเลือดหรือของเหลวใสๆ ซึมออกจากแผลที่หลังไม่หยุด
การเจาะตรวจน้ำไขสันหลังเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีความสำคัญมากในการช่วยชีวิตและไขปริศนาร้ายแรงทางสมอง หากแพทย์แนะนำให้ตรวจ ขอให้มั่นใจว่าแพทย์ได้ชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์และความปลอดภัยอย่างถี่ถ้วนแล้วครับ