ลูกมีไข้สูงแล้วมีผื่นแดงขึ้นตามตัว สงสัยไหมว่าใช่ผื่นจากโรคหัดหรือเปล่า?
ช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่หลายคนมักจะกังวลใจเวลาที่ลูกน้อยมีไข้สูงร่วมกับมีผื่นแดงขึ้นตามตัว ยิ่งในยุคที่เราได้ยินข่าวเรื่องโรคติดต่อกันบ่อยๆ ความตกใจย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เวลาที่ตรวจคนไข้ในคลินิก สิ่งหนึ่งที่หมอมักจะเจอคำถามบ่อยๆ คือ ผื่นแดงแบบนี้ใช่โรคหัดไหม หรือเป็นแค่ผื่นแพ้อากาศทั่วไป
โรคหัดเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่ติดต่อกันได้ง่ายมากผ่านทางระบบทางเดินหายใจ ไม่ใช่แค่เรื่องของไข้หวัดธรรมดา เพราะความน่ากลัวของมันอยู่ที่รอยโรคหรือผื่นที่จะแสดงออกมาตามร่างกาย ซึ่งถ้าเราเข้าใจลักษณะของผื่นตัวนี้และสังเกตอาการได้ทันท่วงที ก็จะช่วยลดความกังวลและรับมือได้อย่างถูกวิธีครับ
ลักษณะเด่นของผื่นจากโรคหัดที่หมออยากให้สังเกต
สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจก่อนคือ ผื่นจากโรคหัดไม่ได้จู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมาทันทีตั้งแต่เริ่มป่วย แต่มันจะมีลำดับเวลาและรูปแบบที่ค่อนข้างจำเพาะตัว ซึ่งช่วยให้หมอและคุณพ่อคุณแม่แยกแยะออกจากผื่นชนิดอื่นได้ไม่ยากครับ
จุดเริ่มต้นของผื่นและทิศทางการลามของตัวผื่น
ผื่นของโรคหัดมักจะเริ่มปรากฏให้เห็นในช่วงวันที่สามถึงวันที่ห้าหลังจากที่เริ่มมีอาการไข้ โดยจุดเริ่มต้นที่คลาสสิกมากๆ คือ จะเริ่มขึ้นที่บริเวณไรผม หน้าผาก และหลังใบหูก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นค่อยๆ ลามลงมาที่ใบหน้า ลำคอ หน้าอก หน้าท้อง แขน และสุดท้ายจะลงไปถึงมือและเท้าในที่สุด ลักษณะการลามแบบหัวจรดเท้าอันนี้แหละครับที่เป็นเครื่องหมายการค้าสำคัญของโรคหัด
หน้าตาและผิวสัมผัสของผื่นแดง
ตัวผื่นเองจะมีลักษณะเป็นผื่นราบสีแดงหรือตุ่มนูนแดงขนาดเล็ก ที่สำคัญคือในระยะแรกผื่นเหล่านี้จะสามารถกดแล้วจางหายไปได้ (blanching rash) แต่พอเวลาผ่านไปสักระยะ ผื่นมักจะรวมตัวกันเป็นปื้นใหญ่ รอยโรคจะเริ่มเข้มขึ้นเป็นสีแดงคล้ำหรือออกน้ำตาล และอาจจะมีอาการคันร่วมด้วยเล็กน้อยก่อนที่ผื่นจะเริ่มยุบตัวและลอกเป็นขุยละเอียด
ลำดับอาการก่อนที่ผื่นจะขึ้น: ดูอย่างไรว่านี่คือโรคหัด
ถ้าเราดูแค่ตอนที่ผื่นขึ้นอย่างเดียว อาจจะสับสนกับผื่นแพ้ยาหรือผื่นกุหลาบได้ง่าย หมอเลยอยากชวนให้ย้อนกลับไปดูไทม์ไลน์ช่วงก่อนที่ผื่นจะขึ้น ซึ่งมักจะมีอาการนำที่ชัดเจนอยู่ประมาณสามถึงสี่วัน
ในช่วงแรกผู้ป่วยมักจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ แต่จะมีความรุนแรงของเยื่อบุต่างๆ ร่วมด้วยค่อนข้างมาก ได้แก่ มีไข้สูงต่อเนื่อง ตาแดง น้ำตาไหล กลัวแสง ไอแห้งๆ และมีน้ำมูกไหล อาการเหล่านี้จะค่อยๆ ทวีความรุนแรงขึ้นจนถึงจุดที่ไข้ขึ้นสูงที่สุด แล้วผื่นแดงก็จะเริ่มปรากฏขึ้นตามใบหน้าตามมา
ความลับในปากก่อนผื่นออก: จุดคปลิก (Koplik's Spots)
อันนี้เป็นความรู้ที่มีประโยชน์มากในการตรวจโรคครับ ก่อนที่ผื่นภายนอกจะโผล่ขึ้นมาตามเนื้อตัว ประมาณหนึ่งถึงสองวัน หมอจะชอบตรวจดูในช่องปากของคนไข้ เพราะเรามักจะเจอจุดขาวดวงเล็กๆ ที่มีพื้นหลังสีแดงล้อมรอบ เหมือนเม็ดเกลือป่นๆ อยู่ที่กระพุ้งแก้งด้านใน จุดนี้เรียกว่าจุดคปลิก ซึ่งถือว่าเป็นลายเซ็นประจำตัวของโรคหัดเลยก็ว่าได้ ถ้าเจอจุดนี้ปุ๊บ หมอแทบจะฟันธงได้เลยว่าเป็นโรคหัดแน่นอน แม้ว่าผื่นที่ตัวจะยังไม่ขึ้นก็ตาม
ความต่างระหว่างผื่นหัดกับผื่นชนิดอื่นที่มักเข้าใจผิด
คนไข้หลายคนชอบถามว่า ผื่นหัดกับผื่นไข้สุกใส หรือผื่นแพ้อากาศ มันต่างกันตรงไหน หลักการง่ายๆ ที่หมอใช้แยกแยะมีดังนี้ครับ
- ผื่นโรคหัด: จะเป็นผื่นราบแดงที่ลามจากหน้าลงล่าง ร่วมกับมีไข้สูง ตาแดง และไอมาก
- ผื่นไข้สุกใส (อีุกสุกอีใส): ลักษณะจะเป็นตุ่มน้ำใสๆ แล้วค่อยขุ่น มีอาการคันมาก และกระจายทั่วตัวพร้อมๆ กัน ไม่ได้เริ่มจากหน้าแล้วค่อยลามลงล่างอย่างเป็นระเบียบแบบหัด
- ผื่นแพ้อากาศหรือลมพิษ: มักจะขึ้นเร็วและยุบเร็ว ย้ายที่ไปเรื่อยๆ ไม่มีไข้สูงนำมาก่อน และไม่มีอาการทางตาหรือระบบทางเดินหายใจที่รุนแรงแบบโรคหัด
วิธีดูแลรักษาเมื่อป่วยเป็นโรคหัดและการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง
ในปัจจุบันโรคหัดยังไม่มีการรักษาจำเพาะที่ฆ่าเชื้อไวรัสได้โดยตรง การรักษาจึงเป็นการประคับประคองตามอาการเพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูตัวเองครับ
การพักผ่อนให้เพียงพอและการดื่มน้ำสะอาดมากๆ เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด หากมีไข้สูงสามารถรับประทานยาลดไข้พาราเซตามอลได้ตามน้ำหนักตัว และเช็ดตัวเพื่อลดไข้ ส่วนในเด็กเล็ก แพทย์อาจพิจารณาให้วิตามินเอเสริมร่วมด้วยเพื่อช่วยลดความรุนแรงของโรคและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นที่ตา
อาการแบบไหนที่เป็นสัญญาณเตือนอันตรายและต้องรีบไปพบแพทย์
โดยส่วนใหญ่โรคหัดสามารถหายได้เองหากดูแลอย่างถูกวิธี แต่ในบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ปอดอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หรือสมองอักเสบได้ คุณควรพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ทันทีหากสังเกตพบอาการเหล่านี้
- ไข้สูงต่อเนื่องหลายวันไม่ยอมลด แม้จะทานยาลดไข้แล้วก็ตาม
- มีอาการไอหนัก หายใจหอบเหนื่อย หรือหายใจมีเสียงดังผิดปกติ
- ซึมลง ปลุกตื่นยาก หรือมีอาการปวดศีรษะรุนแรงร่วมด้วย
- มีอาการเจ็บตามาก มองสู้แสงไม่ได้ หรือมีหนองไหลออกจากตา