ช่วงเวลาที่ตรวจพบว่าตั้งครรภ์ควรเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข แต่สำหรับผู้หญิงบางคน ความดีใจอาจถูกแทนที่ด้วยความกังวลเมื่อเริ่มมีอาการปวดท้องน้อยผิดปกติร่วมกับมีเลือดออกกะปริดกะปรอย หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่พบได้บ่อยและอันตรายคือ การตั้งครรภ์นอกมดลูกจากการเกิดพังผืดในท่อนำไข่ ซึ่งเป็นภาวะที่ตัวอ่อนไม่สามารถเดินทางไปฝังตัวในโพรงมดลูกได้ตามปกติ
ทำไมพังผืดในท่อนำไข่ ถึงกลายเป็นอุปสรรคขวางทางตัวอ่อน?
ตามกลไกธรรมชาติ เมื่อไข่ตกและได้รับการปฏิสนธิกับอสุจิบริเวณท่อนำไข่ ตัวอ่อนจะต้องเดินทางผ่านท่อขนาดเล็กนี้เพื่อไปฝังตัวที่โพรงมดลูก ภายในท่อนำไข่จะมีเซลล์ขนขนาดเล็กคอยโบกพัดและกล้ามเนื้อที่บีบตัวช่วยส่งตัวอ่อนไปข้างหน้า
เมื่อเกิดพังผืดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพังผืดภายในรูท่อหรือพังผืดภายนอกที่ดึงรั้งให้ท่อนำไข่คดงอ รูทางเดินจะตีบแคบลงหรือขนโบกพัดทำงานได้ไม่เต็มที่ ตัวอ่อนที่เดินทางช้าเกินไปจนเจริญเติบโตถึงระยะที่ต้องฝังตัว จึงจำเป็นต้องฝังตัวลงบนผนังท่อนำไข่แทน กลายเป็นการตั้งครรภ์นอกมดลูกในที่สุด
พังผืดในท่อนำไข่เกิดขึ้นมาได้อย่างไร? เช็กสาเหตุที่พบบ่อย
พังผืดเปรียบเสมือนรอยแผลเป็นภายในร่างกายที่เกิดขึ้นหลังจากการอักเสบหรือบาดเจ็บ โดยสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดพังผืดในท่อนำไข่ ได้แก่
- การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน: มักเกิดจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองในแท้ หรือคลามีเดีย ที่ลุกลามขึ้นไปจนทำให้ท่อนำไข่อักเสบและเกิดแผลเป็น
- โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่: เนื้อเยื่อมดลูกที่ไปเจริญอยู่นอกตำแหน่งเดิมทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและกลายเป็นพังผืดหนาเหนียวเกาะตามท่อนำไข่และรังไข่
- ประวัติการผ่าตัดในช่องท้องหรืออุ้งเชิงกราน: เช่น ผ่าตัดไส้ติ่งแตก ผ่าตัดเนื้องอกมดลูก หรือการผ่าตัดคลอด ซึ่งกระบวนการสมานแผลอาจทิ้งรอยพังผืดดึงรั้งอวัยวะข้างเคียง
- เคยตั้งครรภ์นอกมดลูกมาก่อน: การรักษาหรือรอยโรคเดิมอาจทิ้งรอยแผลเป็นไว้ในท่อนำไข่ข้างนั้นหรือส่งผลต่อข้างเคียง
สัญญาณเตือนแบบไหน ที่บอกว่าอาจเสี่ยงท้องนอกมดลูก
อาการของการตั้งครรภ์นอกมดลูกมักจะเริ่มแสดงให้เห็นในช่วงสัปดาห์ที่ 6 ถึง 8 ของการตั้งครรภ์ โดยมีสัญญาณเตือนที่ต้องสังเกตดังนี้
อาการในระยะแรกเริ่ม
- มีเลือดออกทางช่องคลอดกะปริดกะปรอย สีมักเป็นสีน้ำตาลคล้ำหรือสีแดงจาง ซึ่งต่างจากประจำเดือนปกติ
- ปวดหน่วงหรือปวดแปลบที่ท้องน้อยข้างใดข้างหนึ่งโดยเฉพาะ
- อาการคัดตึงเต้านมหรือคลื่นไส้คล้ายการตั้งครรภ์ปกติ แต่ผลตรวจเลือดหรืออัลตราซาวด์ไม่พบถุงการตั้งครรภ์ในมดลูก
อาการวิกฤตเมื่อท่อนำไข่เริ่มปริแตก
หากตัวอ่อนโตจนท่อนำไข่แตก จะทำให้เกิดการตกเลือดในช่องท้องอย่างรุนแรง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน ปวดร้าวขึ้นไปถึงหัวไหล่ หน้ามืด เวียนศีรษะ เหงื่อแตก ตัวเย็น และหมดสติ ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที
วิธีตรวจวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์
เมื่อมาพบแพทย์ด้วยอาการสงสัย แพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นขั้นตอน
- การตรวจอัลตราซาวด์ทางช่องคลอด: เพื่อดูว่ามีถุงการตั้งครรภ์ในโพรงมดลูกหรือไม่ และตรวจหาก้อนการตั้งครรภ์ที่อยู่นอกมดลูก
- การตรวจติดตามระดับฮอร์โมน hCG: เจาะเลือดดูการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนการตั้งครรภ์ หากระดับฮอร์โมนขึ้นช้ากว่าเกณฑ์ปกติ อาจบ่งชี้ถึงภาวะท้องนอกมดลูก
สำหรับการรักษาจะขึ้นอยู่กับขนาดของตัวอ่อน ระดับฮอร์โมน และความรุนแรงของอาการ หากตรวจพบเร็วตั้งแต่เนิ่นๆ และท่อนำไข่ยังไม่แตก อาจรักษาได้ด้วยการฉีดยาสลายเนื้อเยื่อตัวอ่อน แต่หากมีเลือดออกมากหรือท่อนำไข่เสียหาย จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดส่องกล้องเพื่อห้ามเลือดและจัดการกับท่อนำไข่ที่ได้รับผลกระทบ
เคยมีพังผืดหรือเคยท้องนอกมดลูก วางแผนท้องครั้งต่อไปอย่างไร?
หลายคนกังวลว่าหากเคยผ่านภาวะนี้แล้วจะมีลูกได้อีกหรือไม่ ความจริงคือยังมีโอกาสตั้งครรภ์ได้ตามปกติ โดยเฉพาะหากท่อนำไข่อีกข้างยังทำงานได้สมบูรณ์
ก่อนเริ่มปล่อยตั้งครรภ์ครั้งถัดไป ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความพร้อม อาจมีการตรวจประเมินท่อนำไข่ด้วยการฉีดสีเอกซเรย์ดูความโปร่งโล่ง หรือหากพบว่ามีพังผืดรุนแรงทั้งสองข้าง การใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) จะเป็นทางเลือกที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการเดินทางผ่านท่อนำไข่ได้อย่างตรงจุด
สิ่งสำคัญที่สุดคือ เมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ในครั้งต่อไป ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจตำแหน่งการฝังตัวตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทั้งคุณแม่และลูกน้อย