เสมหะติดคอจนหายใจไม่ออก วินาทีชีวิตที่คนดูแลต้องตั้งสติ
เวลาที่ดูแลผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องการกลืน หลายคนคงเคยเจอเหตุการณ์น่าตกใจเมื่อผู้ป่วยเกิดสำลักเสมหะเหนียวข้นจนหน้าเขียว หายใจไม่ออก และส่งเสียงครืดคราดในลำคอ วินาทีนั้นบอกเลยว่าคนดูแลมักจะตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก เพราะกลัวว่าผู้ป่วยจะขาดอากาศหายใจไปต่อหน้าต่อตา หมออยากบอกว่าความใจเย็นและการรู้ขั้นตอนการปฏิบัติที่ถูกต้องนี่แหละที่จะช่วยชีวิตคนที่เรารักได้ทันท่วงทีก่อนที่รถพยาบาลจะมาถึง
ทำไมผู้ป่วยถึงสำลักเสมหะบ่อยและอันตรายแค่ไหน
อาการสำลักเกิดขึ้นเพราะกลไกการไอและการกลืนของผู้ป่วยเริ่มเสื่อมถอยลงตามวัย หรือจากโรคประจำตัว เช่น โรคหลอดเลือดสมอง ทำให้เสมหะที่ควรจะถูกขับออกมาตามธรรมชาติ กลับไปติดค้างอยู่บริเวณทางเดินหายใจส่วนบน เมื่อเสมหะไปอุดกั้นหลอดลม ลมหายใจก็ผ่านเข้าออกไม่ได้ ออกซิเจนในเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สมองขาดออกซิเจน หน้าเขียวคล้ำ และอาจหมดสติได้ภายในเวลาไม่กี่นาทีหากไม่รีบเคลียร์ทางเดินหายใจ
ขั้นตอนช่วยเหลือเบื้องต้นเมื่อผู้ป่วยสำลักเสมหะและหายใจไม่ออก
เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือการประเมินสถานการณ์และลงมือช่วยเหลือตามลำดับความเร่งด่วนดังนี้:
- จัดท่าทางให้ถูกต้อง: หากผู้ป่วยรู้สึกตัว ให้รีบปรับเตียงหรือพยุงตัวผู้ป่วยให้นั่งโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย แรงโน้มถ่วงจะช่วยให้เสมหะไหลออกมาได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าผู้ป่วยนอนอยู่และไม่รู้สึกตัว ให้พลิกตัวตะแคงข้างทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้เสมหะหรือน้ำลายไหลย้อนกลับลงไปอุดกั้นหลอดลมซ้ำ
- กระตุ้นให้ผู้ป่วยไอ: หากผู้ป่วยยังมีสติและยังพอมีแรง ให้บอกและส่งเสริมให้ผู้ป่วยไอแรงๆ ออกมา การไอคือกลไกธรรมชาติที่ดีที่สุดในการขับเสมหะที่ติดค้างอยู่ออกมา
- เคาะหลังช่วยขับเสมหะ: ใช้มือทำเป็นรูปอุ้งมือคล้ายถ้วย แล้วตบเบาๆ แต่หนักแน่นบริเวณกลางหลัง ระหว่างสะบักทั้งสองข้าง ไล่จากล่างขึ้นบน เพื่อช่วยให้เสมหะที่เกาะอยู่ตามผนังหลอดลมหลุดออก
- เคลียร์ช่องปากเฉพาะที่มองเห็น: หากเห็นเสมหะหรือเศษอาหารลอยอยู่บริเวณช่องปากส่วนหน้า ให้ใช้ผ้าก๊อซพันนิ้วกวาดออกมาอย่างระมัดระวัง ข้อควรระวังเด็ดขาดคือ ห้ามใช้นิ้วมือล้วงเข้าไปลึกในลำคอหากมองไม่เห็น เพราะอาจเป็นการดันเสมหะให้กลายเป็นก้อนและอุดกั้นทางเดินหายใจแน่นขึ้นไปอีก
เครื่องดูดเสมหะ ตัวช่วยสำคัญที่บ้านควรมี
สำหรับบ้านที่มีผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้ป่วยที่มีปัญหาเสมหะเหนียวข้นเรื้อรัง การมีเครื่องดูดเสมหะติดบ้านไว้เปรียบเสมือนเกราะป้องกันความปลอดภัย การใช้สายดูดเสมหะที่ผ่านการฆ่าเชื้อสอดเข้าไปในปากหรือจมูกเพื่อดูดเอาเสมหะออกอย่างนุ่มนวล จะช่วยเคลียร์ทางเดินหายใจได้อย่างรวดเร็ว แต่ต้องระวังเรื่องความสะอาดและแรงดันของเครื่องไม่ให้สูงจนเกินไปเพื่อไม่ให้เยื่อบุหลอดลมได้รับความบาดเจ็บ หากใช้ไม่เป็นควรให้พยาบาลวิชาชีพมาสอนวิธีทำที่ถูกต้องก่อนใช้งานจริงที่บ้าน
อาการแบบไหนที่แปลว่าต้องรีบพาไปโรงพยาบาลด่วน
แม้ว่าเราจะช่วยดูดเสมหะหรือเคาะหลังจนผู้ป่วยหายใจได้ดีขึ้นแล้ว แต่ยังมีบางสัญญาณเตือนที่แปลว่าสถานการณ์ยังอันตรายและต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที ได้แก่:
- ริมฝีปาก เล็บมือ หรือผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ แสดงว่าร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ
- ผู้ป่วยหมดสติ ปลุกไม่ตื่น หรือซึมลงอย่างเห็นได้ชัดหลังสำลัก
- มีอาการหายใจหอบเหนื่อยรุนแรง หายใจมีเสียงดังหวีด หรือซี่โครงบุ๋มเวลาหายใจ
- ไข้สูงร่วมด้วย ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงภาวะปอดอักเสบจากการสำลัก
การป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์สำลักซ้ำ
การป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเสมอ การดูแลเรื่องอาหารการกินและการจัดท่าทางในชีวิตประจำวันจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ควรให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารที่มีความข้นพอเหมาะ หลีกเลี่ยงอาหารเหลวใสที่สำลักง่าย และหลังทานอาหารเสร็จห้ามให้นอนราบในทันที ควรปล่อยให้ผู้ป่วยนั่งพิงหลังตั้งฉากไว้อย่างน้อยสามสิบถึงหกสิบนาที เพื่อให้อาหารและน้ำย่อยย่อยลงเสียก่อน รวมถึงการจิบน้ำบ่อยๆ เพื่อช่วยละลายเสมหะในคอไม่ให้เหนียวข้นจนเกินไปจนกลายเป็นอุปสรรคต่อการหายใจ