หลายครั้งที่หมอได้ยินคำถามจากคนไข้ที่เดินเข้ามาในห้องตรวจพร้อมกับใบรายงานผลตรวจสุขภาพประจำปีด้วยใบหน้าตื่นตระหนก เพราะในรายงานระบุว่าปัสสาวะมีเม็ดเลือดแดงปนอยู่ ทั้งที่เจ้าตัวยืนยันอย่างมั่นใจว่า เวลาเข้าห้องน้ำปัสสาวะก็มีสีเหลืองใสเป็นปกติ ไม่มีสีแดง สีชมพู หรือสีน้ำล้างเนื้อปนออกมาเลยแม้แต่น้อย
อาการที่ดูย้อนแย้งนี้เอง คือสิ่งที่ทางการแพทย์เรียกว่า ภาวะปัสสาวะเป็นเลือดชนิดตรวจพบ ด้วยกล้องจุลทรรศน์ (Microscopic Hematuria) ซึ่งเป็นภาวะที่ตาเปล่ามองไม่เห็นความผิดปกติใดๆ แต่เมื่อนำตะกอนปัสสาวะไปส่องกล้องขยายในห้องปฏิบัติการ กลับพบเม็ดเลือดแดงซ่อนอยู่ตั้งแต่ 3 ตัวขึ้นไปต่อสนามกล้องกำลังขยายสูง แม้จะฟังดูน่าตกใจ แต่หมออยากให้สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วมาทำความเข้าใจกับเรื่องนี้ไปด้วยกัน
ปัสสาวะใสดี แต่อาจมีเลือดซ่อนอยู่ได้อย่างไร?
ร่างกายของเรามีระบบกรองของเสียที่ยอดเยี่ยมอย่างไต ซึ่งทำหน้าที่กรองน้ำและสารอาหารกลับคืนสู่ร่างกาย พร้อมกับขับของเสียออกมารวมกันเป็นน้ำปัสสาวะ ในสภาวะปกติ ตัวกรองของไตจะมีความละเอียดสูงมากจนกระทั่งเม็ดเลือดแดงซึ่งมีขนาดใหญ่ไม่สามารถเล็ดลอดผ่านออกมาได้
แต่เมื่อใดก็ตามที่เกิดความเสียหาย การอักเสบ หรือการระคายเคือง ณ จุดใดจุดหนึ่งในระบบทางเดินปัสสาวะ ตั้งแต่เนื้อไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ ไปจนถึงท่อปัสสาวะ เม็ดเลือดแดงจำนวนเล็กน้อยก็อาจจะเล็ดลอดปนออกมากับน้ำปัสสาวะได้ ปริมาณเม็ดเลือดแดงเหล่านี้อาจมีน้อยมากจนไม่สามารถเปลี่ยนสีของน้ำปัสสาวะให้กลายเป็นสีแดงด้วยตาเปล่า แต่เมื่อนำไปส่องกล้องจุลทรรศน์ ความจริงที่ซ่อนอยู่จึงปรากฏขึ้นมา
เรื่องธรรมดาไปจนถึงเรื่องใหญ่: อะไรบ้างที่ทำให้มีเลือดซ่อนอยู่ในปัสสาวะ
เมื่อตรวจพบเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ หมอจะเริ่มสืบค้นหาสาเหตุ ซึ่งต้นตอของอาการนี้กว้างขวางมาก ตั้งแต่เรื่องที่ไม่มีอันตรายใดๆ ไปจนถึงโรคที่ต้องการการรักษาอย่างจริงจัง โดยขอแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้
- สาเหตุชั่วคราวที่ไม่ได้เกิดจากโรคอันตราย: เช่น การออกกำลังกายอย่างหักโหมก่อนมาตรวจปัสสาวะ การมีเพศสัมพันธ์ การปนเปื้อนของประจำเดือนในผู้หญิง หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะแบบเฉียบพลัน ซึ่งกลุ่มนี้มักจะหายเป็นปกติได้เองหลังจากร่างกายได้พักผ่อนหรือได้รับการรักษาการติดเชื้อ
- ปัญหาที่ตัวเนื้อไตโดยตรง: เกิดจากการอักเสบของตัวกรองไต ซึ่งอาจส่งผลให้มีโปรตีนหรือไข่ขาวรั่วออกมาในปัสสาวะร่วมด้วย กลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์เฉพาะทางโรคไตอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันภาวะไตเสื่อมในอนาคต
- นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ: ก้อนนิ่วที่ขยับตัวอยู่ในไต ท่อไต หรือกระเพาะปัสสาวะ สามารถขูดขีดกับผนังเยื่อบุผิวจนเกิดเป็นแผลขนาดเล็ก ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงซึมออกมาปนกับปัสสาวะได้
- ต่อมลูกหมากโต: ในคนไข้เพศชายสูงอายุ ต่อมลูกหมากที่โตขึ้นอาจไปกดเบียดท่อปัสสาวะและมีเส้นเลือดฝอยบริเวณนั้นปริแตกง่าย ทำให้เกิดเลือดปนในปัสสาวะได้เช่นกัน
- เนื้องอกหรือมะเร็งในระบบทางเดินปัสสาวะ: แม้จะเป็นสาเหตุที่พบได้ไม่บ่อยนัก แต่อาการปัสสาวะเป็นเลือดแบบที่ไม่มีอาการปวดร่วมด้วย มักเป็นสัญญาณเตือนแรกๆ ของเนื้องอกในไต ท่อไต หรือกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ต้องตรวจเช็กอย่างละเอียดเสมอ
เมื่อไหร่ที่ต้องเริ่มเอะใจ และกลุ่มไหนที่อยากให้เฝ้าระวังเป็นพิเศษ
แม้ว่าคนไข้ส่วนใหญ่ที่ตรวจพบภาวะนี้จะไม่ได้เป็นโรคร้ายแรง แต่อัตราความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นตามปัจจัยเฉพาะบุคคล หมออยากให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกลุ่มคนไข้ที่มีปัจจัยเสี่ยงดังต่อไปนี้
- ผู้ที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป
- ผู้ที่มีประวัติสูบบุหรี่มาอย่างยาวนาน หรือยังสูบอยู่ เนื่องจากสารพิษจากบุหรี่จะถูกขับออกทางปัสสาวะและระคายเคืองกระเพาะปัสสาวะจนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง
- ผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมที่ต้องสัมผัสสารเคมีหรือสีย้อมเป็นประจำ
- ผู้ที่มีประวัติการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะเรื้อรัง หรือเคยได้รับการฉายรังสีบริเวณอุ้งเชิงกราน
- มีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ มีไข้ต่ำๆ หรือมีอาการปวดสีข้าง
เมื่อเจอเลือดซ่อนอยู่ หมอจะพาไปตรวจอะไรต่อบ้าง?
หากผลตรวจปัสสาวะครั้งแรกพบเลือดปน ขั้นตอนแรกที่แนะนำคือการตรวจปัสสาวะซ้ำอีกครั้งในเวลาที่เหมาะสม เพื่อตัดประเด็นเรื่องสาเหตุชั่วคราว เช่น การออกกำลังกายหนัก หรือการปนเปื้อนประจำเดือนออกไป หากผลตรวจซ้ำยังคงยืนยันว่ามี ภาวะปัสสาวะเป็นเลือดชนิดตรวจพบ อยู่จริง กระบวนการค้นหาความจริงจะเริ่มต้นขึ้นด้วยวิธีเหล่านี้
การซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด
การพูดคุยเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ยาที่รับประทานเป็นประจำ เช่น ยาละลายลิ่มเลือด และอาการร่วมอื่นๆ เพื่อประเมินทิศทางของโรค
การตรวจเลือดเพื่อประเมินการทำงานของไต
การตรวจดูค่าการกรองของไตและค่าครีอะตินีน เพื่อเช็กว่าไตยังทำงานได้ปกติดีหรือไม่
การตรวจทางรังสีวิทยา
อาจเริ่มต้นด้วยการอัลตราซาวนด์ระบบทางเดินปัสสาวะ หรือในรายที่มีความเสี่ยงสูง อาจแนะนำให้ทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อดูโครงสร้างของไต ท่อไต และกระเพาะปัสสาวะอย่างละเอียดว่ามีนิ่วหรือเนื้องอกซ่อนอยู่ตรงไหนหรือไม่
การส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะ
สำหรับคนไข้กลุ่มเสี่ยงสูง การใช้กล้องขนาดเล็กพิเศษสอดผ่านท่อปัสสาวะเข้าไปดูภายในกระเพาะปัสสาวะโดยตรง จะช่วยให้มองเห็นความผิดปกติของเยื่อบุผิวได้อย่างชัดเจนที่สุด ซึ่งวิธีนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดและมักใช้เวลาไม่นาน
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเจอภาวะนี้ และทำไมการตรวจติดตามจึงสำคัญที่สุด
เมื่อทราบว่าตนเองมีภาวะนี้ สิ่งแรกที่ควรทำคือปฏิบัติตามคำแนะนำในการตรวจหาสาเหตุอย่างเป็นขั้นตอน ไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไปเพราะโอกาสที่จะเป็นโรคร้ายแรงนั้นไม่ได้สูงมากนัก แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรละเลยหรือปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มาตรวจซ้ำ
การดูแลตัวเองในเบื้องต้นทำได้โดยการดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอในแต่ละวัน (ประมาณ 8-10 แก้ว) เพื่อช่วยหล่อลื่นและลดการระคายเคืองในระบบทางเดินปัสสาวะ หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน งดการสูบบุหรี่ และที่สำคัญที่สุดคือการไปพบแพทย์ตามนัดเพื่อตรวจติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการตรวจค้นหาขั้นต้นจะไม่พบความผิดปกติร้ายแรงใดๆ แต่การตรวจปัสสาวะซ้ำตามระยะเวลาที่กำหนด จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าไม่มีโรคซ่อนเร้นใดๆ พัฒนาขึ้นมาในภายหลัง