เคยไหมที่กำลังนอนหลับสบายๆ ในช่วงดึกหรือใกล้รุ่งเช้า แต่กลับต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะรู้สึกชาแปลบที่ปลายนิ้วมือ บางครั้งชาจนรู้สึกหนาๆ เหมือนนิ้วเป็นอัมพาตไปชั่วขณะ จนต้องลุกขึ้นมาสะบัดมือแรงๆ กำมือเข้าออกอยู่สักพักใหญ่ถึงจะค่อยยังชั่วขึ้น อาการแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก และมีคนไข้หลายคนที่เดินเข้ามาปรึกษาหมอด้วยความกังวลจากอาการนี้เช่นเดียวกัน
อาการปวดและชาที่เกิดขึ้นนี้ มีสาเหตุสำคัญมาจากสิ่งที่เราเรียกกันในทางการแพทย์ว่า กลุ่มอาการเส้นประสาทบริเวณข้อมือถูกกดทับ หรือบางครั้งอาจมีการสืบค้นข้อมูลและพบในชื่อย่อของโรคกลุ่มนี้ว่า กลุ่มอาการเส้นประสาทบริเวณข้อมประสาทถูกบีบรัด ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคนทำงานออฟฟิศ คุณแม่บ้าน หรือแม้แต่คนที่ต้องใช้มือทำงานซ้ำๆ เป็นเวลานาน
ทำไมช่องแคบที่ข้อมือถึงบวม จนเบียดเส้นประสาทของเราได้?
ลองจินตนาการว่าบริเวณข้อมือของเรามีอุโมงค์ขนาดเล็กอุโมงค์หนึ่ง ซึ่งอุโมงค์นี้มีผนังด้านล่างและด้านข้างเป็นกระดูกข้อมือที่แข็งแกร่ง ส่วนหลังคาอุโมงค์เป็นแผ่นพังผืดหนาเหนียว ภายในอุโมงค์แคบๆ นี้เป็นเส้นทางผ่านของเส้นเอ็นที่ใช้สำหรับงอนิ้วมือถึง 9 เส้น และมีเส้นประสาทสำคัญที่ชื่อว่า เส้นประสาทมีเดียน (Median Nerve) วิ่งร่วมอยู่ด้วยเพียงเส้นเดียว
เส้นประสาทเส้นนี้ทำหน้าที่สำคัญในการรับความรู้สึกบริเวณนิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง และครึ่งหนึ่งของนิ้วนาง รวมถึงคอยควบคุมกล้ามเนื้อบริเวณเนินหัวแม่มือด้วย เมื่อใดที่เราใช้งานข้อมือหนักๆ หรือใช้งานในท่าเดิมต่อเนื่อง เช่น พิมพ์คีย์บอร์ดที่ข้อมือหักงอ จับเมาส์คอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้ขนาด การยกของหนัก หรือบิดผ้าอ้อมบ่อยๆ จะทำให้เส้นเอ็นภายในอุโมงค์เกิดการเสียดสี บวมโตขึ้น หรือพังผืดที่เป็นหลังคาอุโมงค์หนาตัวขึ้น ผลลัพธ์ที่ตามมาคือพื้นที่ในอุโมงค์แคบลงอย่างมาก จนไปกดทับเส้นประสาทที่อยู่ข้างในนั่นเอง
เช็กอาการกันหน่อย: ชาแบบไหนที่เป็นสัญญาณเตือนของโรคนี้?
อาการของโรคนี้มักจะค่อยเป็นค่อยไปในตอนแรก และมักจะแสดงอาการเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ โดยมีลักษณะเฉพาะตัวที่สามารถสังเกตได้ดังนี้
- อาการชาและแสบร้อน: มักเกิดขึ้นที่นิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางข้างหนึ่ง โดยที่นิ้วก้อยจะไม่มีอาการชาเลย เพราะนิ้วก้อยถูกเลี้ยงด้วยเส้นประสาทคนละเส้นกัน จุดนี้เป็นข้อสังเกตที่สำคัญมากในการแยกโรค
- อาการมักแย่ลงในตอนกลางคืนหรือตอนตื่นนอน: หลายคนมีพฤติกรรมชอบนอนงอข้อมือโดยไม่รู้ตัว ทำให้อุโมงค์ข้อมือแคบลงไปอีก ส่งผลให้มีอาการชาจนต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาสะบัดมือบ่อยๆ
- มีอาการขณะใช้งานมือบางอย่าง: เช่น ขณะจับพวงมาลัยรถยนต์ ถือโทรศัพท์มือถือคุยสาย หรือจับหนังสือพิมพ์อ่าน
- มือเริ่มอ่อนแรง: ในระยะที่อาการเริ่มรุนแรงขึ้น จะเริ่มรู้สึกว่ามือไม่มีแรง ถือแก้วน้ำแล้วหลุดมือ ของตกบ่อย หยิบเหรียญหรือกลัดกระดุมเสื้อลำบาก และหากปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน จะสังเกตเห็นว่าเนื้อบริเวณเนินหัวแม่มือเริ่มฝ่อลีบลงไป
วิธีดูแลตัวเองเมื่อเริ่มมีอาการปวดชาข้อมือ
หากอาการเพิ่งเริ่มเป็นไม่นานและยังไม่รุนแรงมาก การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการดูแลตัวเองเบื้องต้นสามารถช่วยให้อาการดีขึ้นได้อย่างมาก โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้
1. ปรับเปลี่ยนท่าทางการทำงาน
พยายามจัดระเบียบข้อมือให้อยู่ในแนวตรงเสมอขณะทำงาน หลีกเลี่ยงการงอหรือกระดกข้อมือเป็นเวลานาน หากต้องใช้คอมพิวเตอร์ ควรปรับความสูงของเก้าอี้และโต๊ะทำงานให้เหมาะสม หรือหาแผ่นรองข้อมือหนุนให้นุ่มนวล และควรพักมือทุกๆ 45-60 นาที เพื่อยืดเหยียดข้อมือและนิ้วมือ
2. ใส่เฝือกอ่อนพยุงข้อมือในช่วงเวลานอน
การใส่เฝือกอ่อนพยุงข้อมือ (Wrist Splint) ในตอนกลางคืนช่วยล็อกข้อมือให้อยู่ในแนวตรง ไม่ให้เราเผลองอข้อมือขณะหลับ ช่วยลดแรงกดทับต่อเส้นประสาทได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้อาการสะดุ้งตื่นตอนดึกลดลง
3. ประคบเย็นเพื่อลดการอักเสบ
หากวันไหนใช้งานมือหนักจนรู้สึกปวดระบมหรือตึงบริเวณข้อมือ การประคบเย็นรอบข้อมือครั้งละ 10-15 นาที จะช่วยลดอาการอักเสบและลดบวมของเส้นเอ็นภายในช่องแคบข้อมือได้เป็นอย่างดี
เมื่อไหร่ที่ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาอย่างละเอียด?
แม้ว่าการปรับพฤติกรรมจะช่วยได้ในระยะแรก แต่หากมีอาการเข้าข่ายดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยทันที
- อาการชาและปวดไม่ดีขึ้นเลยหลังปรับพฤติกรรมและลองใส่เฝือกพยุงข้อมือติดต่อกันเป็นเวลา 2-4 สัปดาห์
- มีอาการปวดรุนแรงจนรบกวนการนอนหลับ ทำให้นอนหลับไม่สนิทติดต่อกันหลายคืน
- มือเริ่มอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด หยิบจับสิ่งของแล้วร่วงหล่นบ่อย หรือกล้ามเนื้อเนินหัวแม่มือเริ่มแฟบลง
- มีอาการชาตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงเวลาพักหรือทำงาน
เมื่อเข้าพบแพทย์ แพทย์อาจตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมด้วยการตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อและเส้นประสาท เพื่อประเมินระดับความเสียหายของเส้นประสาท สำหรับแนวทางการรักษามีตั้งแต่การให้ยาลดการอักเสบ การทานวิตามินบีบำรุงประสาท การทำกายภาพบำบัดด้วยเครื่องอัลตราซาวด์อุ่นลึก หรือการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าไปในอุโมงค์ข้อมือเพื่อลดการอักเสบของเส้นเอ็นแบบตรงจุด ซึ่งช่วยลดการกดทับได้ชั่วคราวถึงระยะยาว
การรักษาด้วยการผ่าตัดขนาดเล็ก: เรื่องง่ายที่ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด
สำหรับกรณีที่อาการรุนแรง เส้นประสาทเริ่มเสื่อมสภาพ หรือรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล การผ่าตัดขยายช่องเส้นประสาทเป็นทางออกที่ช่วยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ การผ่าตัดนี้ทำเพื่อไปตัดแบ่งพังผืดที่กดทับเส้นประสาทออก ช่วยให้เส้นประสาทกลับมาได้รับเลือดไปเลี้ยงอย่างเต็มที่อีกครั้ง
ในปัจจุบันเทคโนโลยีการผ่าตัดก้าวหน้าไปมาก แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กเพียงไม่กี่เซนติเมตร ใช้เวลาทำไม่นาน เป็นการฉีดยาชาเฉพาะจุดโดยไม่ต้องดมยาสลบ หลังผ่าตัดเสร็จเรียบร้อยสามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ทันทีโดยไม่ต้องนอนค้างโรงพยาบาล อาการชาและปวดจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับหลังการผ่าตัด
สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าปล่อยให้อาการปวดชารื้อรังจนกล้ามเนื้อมือฝ่อลีบ เพราะหากปล่อยทิ้งไว้นานเกินไปจนเส้นประสาทเสียหายถาวร แม้จะผ่าตัดแก้ไขในภายหลัง กล้ามเนื้อและการรับความรู้สึกก็อาจจะไม่กลับมาสมบูรณ์เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเมื่อเริ่มมีสัญญาณเตือน ควรรีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือเข้ามาปรึกษาแพทย์เพื่อร่วมกันวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุด