ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เสียงกรีดร้องและข้าวของที่ปลิวว่อน: ฝันร้ายของพ่อแม่เมื่อถึงเวลาปิดหน้าจอ

ในห้องตรวจผู้ป่วยนอกของคลินิกหมอเด็ก สิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่มักจะเดินเข้ามาปรึกษาด้วยน้ำเสียงอ่อนล้าในช่วงหลังมานี้ ไม่ใช่เรื่องไข้หวัดหรือไข้เลือดออก แต่เป็นเรื่องของลูกรักที่เคยน่ารัก อ่อนโยน แต่กลับเปลี่ยนเป็นคนละคนทันทีที่ได้ยินคำว่า หมดเวลาเล่นมือถือแล้ว เด็กบางคนกรีดร้องเสียงดังลั่น บางคนปัดข้าวของตกกระจาย หรือแม้กระทั่งพุ่งเข้ามาทุบตีคุณพ่อคุณแม่ อาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเด็กมีเนื้อแท้เป็นคนก้าวร้าว แต่มีกลไกบางอย่างที่กำลังทำงานอยู่ในสมองของเขาเมื่อต้องเผชิญกับการถูกพรากหน้าจอไป

เกิดอะไรขึ้นในสมองของลูก เมื่อเราดึงหน้าจอออกจากมือ?

เพื่อที่จะเข้าใจเด็กๆ หมออยากชวนมาดูการทำงานของสมองกันก่อน สมองของเด็กนั้นไวต่อสิ่งกระตุ้นเป็นอย่างมาก เมื่อพวกเขากำลังดูคลิปวิดีโอที่มีภาพเคลื่อนไหวรวดเร็ว หรือกำลังเล่นเกมที่ตื่นเต้น สมองจะหลั่งสารเคมีที่ชื่อว่า โดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขและความพึงพอใจออกมาในปริมาณมหาศาลอย่างต่อเนื่อง สมองของเด็กจะเสพติดความรู้สึกนี้โดยไม่รู้ตัว

เมื่อคุณพ่อคุณแม่เดินมาหยิบมือถือออกไป หรือสั่งให้ปิดทีวีกระทันหัน ระดับโดปามีนที่เคยสูงลิ่วจะดิ่งฮวบลงมาทันที สภาวะนี้ทำให้สมองส่วนอารมณ์รู้สึกเหมือนถูกขัดใจอย่างรุนแรง ในขณะที่สมองส่วนหน้าซึ่งทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์และเหตุผลของเด็กยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ผลลัพธ์จึงแสดงออกมาเป็นความโกรธเกรี้ยวและการต่อต้านอย่างรุนแรงเพื่อเอาตัวรอดจากความรู้สึกผิดหวังนั้น

สังเกตอาการเตือน: แค่ประท้วงตามวัย หรือเริ่มเข้าขั้นก้าวร้าวจากจอ?

หมออยากให้แยกแยะระหว่างการงอแงตามธรรมชาติกับการตอบสนองที่ผิดปกติ การงอแงธรรมดาอาจจะมีแค่การบ่นอุบอิบ หน้าบึ้งตึง หรือร้องไห้เพียงเล็กน้อยแล้วสามารถเบี่ยงเบนความสนใจไปทำอย่างอื่นได้ภายในเวลาไม่กี่นาที

แต่หากพฤติกรรมเหล่านั้นทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เช่น มีการทำลายข้าวของ ทำร้ายตัวเอง ทำร้ายคนรอบข้าง หรือกรีดร้องยาวนานไม่ยอมหยุด จนกลายเป็นปัญหาพฤติกรรมก้าวร้าวเมื่อถูกจำกัดการใช้หน้าจอ นี่คือสัญญาณเตือนสีแดงที่บ่งบอกว่าสมองของลูกเริ่มคุ้นชินกับการกระตุ้นที่รุนแรง และระบบควบคุมอารมณ์เริ่มทำงานผิดปกติแล้ว ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่แก้ไข อาจส่งผลกระทบระยะยาวต่อสมาธิและการเข้าสังคมของเด็กในอนาคต

5 วิธีรับมืออย่างสันติวิธี เมื่อต้องจำกัดเวลาหน้าจอของลูก

การแก้ปัญหานี้ไม่ได้อาศัยการหักดิบหรือการใช้ความรุนแรงตอบโต้ เพราะการดุด่าหรือตีจะยิ่งกระตุ้นให้อารมณ์ของลูกพุ่งสูงขึ้น หมอแนะนำให้ปรับเปลี่ยนวิธีการรับมือตามแนวทางจิตวิทยาเด็กดังนี้

1. ตั้งกติกาข้อตกลงร่วมกันก่อนที่จะเริ่มเปิดหน้าจอ

กฎเหล็กคือห้ามอนุญาตให้เล่นก่อนแล้วค่อยมาตกลงทีหลัง พ่อแม่ควรพูดคุยกับลูกในเวลาที่อารมณ์ดี ตกลงกันให้ชัดเจนว่าจะเล่นได้นานแค่ไหน เช่น เล่นได้ 30 นาทีหลังจากทำการบ้านเสร็จ และให้ลูกเป็นคนกดยืนยันตกลงด้วยตัวเองเพื่อให้เขารู้สึกมีส่วนร่วมในการควบคุมกติกานั้น

2. ใช้ระบบเตือนนับถอยหลังล่วงหน้า

การเดินไปปิดหน้าจอทันทีเปรียบเสมือนการเบรกกะทันหันซึ่งทำให้รถคว่ำได้ พ่อแม่ควรใช้วิธีเตือนล่วงหน้า เช่น อีก 10 นาทีจะหมดเวลาแล้วนะลูก และเตือนอีกครั้งเมื่อเหลือ 5 นาทีสุดท้าย เพื่อให้สมองของลูกได้มีเวลาเตรียมตัวรับความผิดหวังและค่อยๆ ปรับลดระดับความคาดหวังลง

3. จัดเตรียมกิจกรรมอื่นที่น่าสนใจรอไว้ล่วงหน้า

หลังจากปิดหน้าจอ สมองของเด็กจะเกิดภาวะว่างเปล่าและเบื่อหน่าย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เสี่ยงต่อการอาละวาด พ่อแม่ควรเตรียมกิจกรรมทดแทนที่ต้องใช้ร่างกายหรือการลงมือทำ เช่น ชวนไปปั่นจักรยาน ชวนทำขนม หรือต่อตัวต่อเลโก้ เพื่อช่วยให้สมองสร้างโดปามีนธรรมชาติจากการทำกิจกรรมอื่นขึ้นมาทดแทน

4. พ่อแม่ต้องนิ่งเป็นน้ำแข็งเมื่อลูกเริ่มระเบิดอารมณ์

หากลูกเริ่มร้องกรีดร้องโวยวาย สิ่งที่พ่อแม่ต้องทำคือการควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้สงบที่สุด หลีกเลี่ยงการใช้อารมณ์ตอบโต้ ไม่ดุด่า และไม่ยอมใจอ่อนยื่นหน้าจอคืนให้เด็ดขาด เพราะการยอมสยบต่อเสียงร้องจะทำให้เด็กเรียนรู้ว่า ความก้าวร้าวคือเครื่องมือที่ใช้ต่อรองได้ผล ให้ใช้วิธีอยู่ใกล้ๆ คอยระวังความปลอดภัย และรอจนกว่าพายุอารมณ์ของลูกจะสงบลงแล้วจึงเข้าไปโอบกอดและพูดคุยด้วยเหตุผล

5. สร้างเขตปลอดหน้าจอภายในบ้าน

ควรกำหนดพื้นที่และเวลาที่ทุกคนในบ้านห้ามใช้หน้าจอโดยเด็ดขาด เช่น โต๊ะอาหารและในห้องนอน ที่สำคัญที่สุดคือคุณพ่อคุณแม่ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีด้วย การขอให้ลูกเลิกเล่นมือถือในขณะที่พ่อแม่ยังคงไถหน้าจออยู่ตรงหน้า เป็นสิ่งที่ไม่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกได้เลย

เมื่อไหร่ที่พ่อแม่ควรพาไปพบหมอเด็กหรือจิตแพทย์เด็ก?

หากพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามคำแนะนำข้างต้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสัปดาห์แล้ว แต่สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ลูกยังมีอาการก้าวร้าวรุนแรงจนทำร้ายร่างกายผู้อื่น มีแนวโน้มทำร้ายตัวเอง หรือกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและการเรียน หมอแนะนำว่าไม่ควรนิ่งนอนใจ การพามาพบกุมารแพทย์พัฒนาการและพฤติกรรม หรือจิตแพทย์เด็ก จะช่วยให้เราได้รับการประเมินอย่างละเอียด เพราะบางครั้งอาจมีภาวะอื่นร่วมด้วย เช่น สมาธิสั้น หรือภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ ซึ่งการได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกวิธีตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ลูกกลับมาเติบโตได้อย่างสมวัยและมีความสุขอีกครั้ง

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down