ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ไหม หมอเคยเจอคนไข้หลายคนที่ตั้งตารอคอยการมีลูกอย่างใจจดใจจ่อ พอไปตรวจเลือดหาค่าการตั้งครรภ์แล้วผลออกมาว่าท้อง แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นเรื่องเข้าใจผิด หรือบางคนที่ประจำเดือนขาดไปนาน ตรวจยังไงก็ขึ้นว่าไม่ท้อง แต่ในใจลึกๆ รู้สึกว่าร่างกายเปลี่ยนไป เรื่องเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความผิดพลาดของห้องแล็บเสมอไป แต่บ่อยครั้งมีสาเหตุซ่อนอยู่จากสิ่งใกล้ตัวอย่าง ยา หรือ อาหารเสริม ที่เรากินเข้าไปในชีวิตประจำวัน

หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่า การใช้ยาบางประเภทที่มีผลต่อผลตรวจเลือดการตั้งครรภ์ นั้นมีอยู่จริง และสารเคมีในยาเหล่านั้นสามารถรบกวนการทำงานของสารเคมีในกระบวนการตรวจวิเคราะห์ของห้องปฏิบัติการ ทำให้ผลตรวจที่ได้คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงอย่างน่าตกใจ

ตรวจเลือดหาค่าท้อง ตรวจแบบไหน และทำไมถึงแม่นยำกว่าตรวจปัสสาวะ

เวลาที่เราอยากรู้ว่าตั้งครรภ์หรือไม่ วิธีที่ง่ายที่สุดคือการซื้อชุดตรวจปัสสาวะมาตรวจเองที่บ้าน แต่สำหรับในทางการแพทย์แล้ว การเจาะเลือดตรวจจะเป็นวิธีที่แม่นยำและรวดเร็วที่สุด โดยคุณหมอจะส่งตรวจหาฮอร์โมนที่ชื่อว่า Beta-hCG (Human Chorionic Gonadotropin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สร้างขึ้นจากรกหลังจากมีการฝังตัวของตัวอ่อน

การตรวจเลือดสามารถรายงานผลได้ละเอียดมาก โดยแบ่งออกเป็นสองแบบหลักๆ คือ การตรวจเพื่อดูว่ามีฮอร์โมนนี้หรือไม่ (Qualitative) และการตรวจวัดระดับความเข้มข้นของฮอร์โมนออกมาเป็นตัวเลขที่ชัดเจน (Quantitative) ซึ่งแบบหลังนี้จะช่วยบอกอายุครรภ์เบื้องต้นและช่วยติดตามความแข็งแรงของตัวอ่อนได้ด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการตรวจเลือดจะมีความไวสูงมาก แต่ก็ยังมีช่องว่างที่ทำให้เกิดผลคลาดเคลื่อนได้หากในร่างกายของเรามีตัวยาบางชนิดไหลเวียนอยู่

กลุ่มยาที่อาจทำให้ผลตรวจขึ้นว่าท้อง ทั้งที่ไม่ได้ท้อง

เหตุการณ์นี้ในทางการแพทย์เรียกว่า ผลบวกลวง (False Positive) คือการที่ผลเลือดรายงานว่าพบฮอร์โมนตั้งครรภ์ในระดับสูง ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่มีการปฏิสนธิหรือฝังตัวของตัวอ่อนเกิดขึ้นเลย ยาที่มักเป็นต้นเหตุในกลุ่มนี้ ได้แก่

1. ยาฉีดกระตุ้นการตกไข่ในกลุ่มฮอร์โมน hCG

สำหรับคนที่กำลังรักษาภาวะมีบุตรยาก คุณหมอมักจะใช้ยาฉีดเพื่อช่วยให้ไข่ตก เช่น ยาที่มีส่วนผสมของฮอร์โมน hCG โดยตรง ยาเหล่านี้จะตกค้างอยู่ในกระแสเลือดได้นานถึง 10-14 วันหลังจากการฉีด หากรีบไปเจาะเลือดตรวจการตั้งครรภ์เร็วเกินไป ผลเลือดจะตรวจเจอฮอร์โมนจากการฉีดยา ไม่ใช่ฮอร์โมนจากการตั้งครรภ์จริง

2. ยาคลายกังวลและยารักษาอาการทางจิตเวชบางชนิด

ยาในกลุ่ม Phenothiazines ที่ใช้รักษาอาการทางจิต หรือยาคลายเครียดบางตัว สามารถส่งผลต่อระดับฮอร์โมนในร่างกายและรบกวนปฏิกิริยาเคมีในห้องแล็บ จนทำให้ค่า hCG ในเลือดดูสูงขึ้นกว่าความเป็นจริงได้

3. ยาขับปัสสาวะและยาแก้แพ้บางประเภท

ยาบางชนิด เช่น Promethazine ซึ่งเป็นยาแก้แพ้และลดอาการเมารถ หรือยาขับปัสสาวะบางตัว อาจส่งผลกระทบต่อสารเคมีในเลือดและรบกวนขั้นตอนการทดสอบในบางเทคนิคของห้องปฏิบัติการ

ยาและวิตามินที่อาจทำให้ผลตรวจคลาดเคลื่อนจนมองไม่เห็นการตั้งครรภ์

ในทางตรงกันข้าม บางครั้งเราตั้งครรภ์จริง แต่ผลตรวจกลับบอกว่าไม่ได้ตั้งครรภ์ หรือที่เรียกว่า ผลลบลวง (False Negative) หรือบางกรณีอาจทำให้ค่าฮอร์โมนดูต่ำกว่าความเป็นจริงจนน่าตกใจ ยาและสารอาหารกลุ่มนี้เป็นสิ่งที่หลายคนมองข้ามไปอย่างมาก

1. ไบโอติน (Biotin) หรือวิตามินบี 7 ขนาดสูง

นี่คือตัวการสำคัญที่หมออยากเตือนเสียงดังๆ เพราะปัจจุบันคนนิยมกินไบโอตินบำรุงผมและเล็บกันเยอะมาก ในกระบวนการตรวจเลือดของห้องแล็บส่วนใหญ่จะใช้ระบบที่เรียกว่า Streptavidin-Biotin ในการจับกับฮอร์โมนเพื่อวัดค่า หากเรากินไบโอตินในปริมาณสูง (มากกว่า 5-10 มิลลิกรัมต่อวัน) ไบโอตินในเลือดที่มากเกินไปจะเข้าไปแย่งจับกับสารเคมีในน้ำยาตรวจ ทำให้เครื่องตรวจวัดค่า hCG ได้ต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมาก หรือขึ้นว่าไม่ท้อง ทั้งที่จริงๆ แล้วตั้งครรภ์

2. ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด

ยาในกลุ่มต้านการแข็งตัวของเลือดบางชนิด อาจส่งผลต่อคุณภาพของตัวอย่างเลือดที่นำไปปั่นแยกเพื่อตรวจหาพลาสมา ซึ่งอาจรบกวนกระบวนการทำปฏิกิริยาเคมีในเครื่องตรวจวิเคราะห์ได้ในบางกรณี

เตรียมตัวอย่างไรก่อนเจาะเลือดตรวจการตั้งครรภ์ เพื่อให้ได้ผลชัวร์ที่สุด

เพื่อให้การตรวจเลือดได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องและไม่ต้องมานั่งกังวลใจกับผลที่คลาดเคลื่อน หมอแนะนำให้เตรียมตัวและปฏิบัติตามขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

  • แจ้งประวัติการใช้ยาและอาหารเสริมทั้งหมด: ก่อนจะยื่นแขนให้พยาบาลเจาะเลือด ควรบอกคุณหมอหรือเจ้าหน้าที่แล็บทุกครั้งว่าเรากำลังกินยาอะไรอยู่บ้าง โดยเฉพาะยาคุมกำเนิด ยาฮอร์โมน ยาแก้แพ้ ยาจิตเวช หรือแม้แต่วิตามินบำรุงผมและเล็บ
  • งดอาหารเสริมกลุ่มไบโอตินล่วงหน้า: หากกำลังกินวิตามินบำรุงผมและเล็บที่มีส่วนผสมของไบโอตินขนาดสูง ควรงดกินอย่างน้อย 3-7 วันก่อนเข้ารับการเจาะเลือดตรวจ เพื่อให้ร่างกายขับสารนี้ออกไปจนหมดก่อน
  • รอเวลาที่เหมาะสมหลังสิ้นสุดการรักษาภาวะมีบุตรยาก: สำหรับคนที่ฉีดยากระตุ้นการตกไข่ ควรรออย่างน้อย 12-14 วันหลังฉีดยา ก่อนจะทำการตรวจเลือด เพื่อป้องกันไม่ให้ผลตรวจเจอยาที่ยังตกค้างอยู่ในร่างกาย
  • สังเกตอาการร่วมและตรวจซ้ำหากไม่มั่นใจ: หากผลตรวจเลือดขัดแย้งกับอาการทางร่างกาย เช่น ประจำเดือนยังไม่มาและมีอาการคัดเต้านมหรือคลื่นไส้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการเจาะเลือดซ้ำอีกครั้งในอีก 48 ชั่วโมงถัดไป เนื่องจากในครรภ์ปกติ ระดับ hCG จะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในทุกๆ 2 วัน ซึ่งช่วยยืนยันผลการตั้งครรภ์ได้แม่นยำที่สุด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down