ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

หลายคนเคยเจอปัญหาปวดบิดเกร็งในท้อง ถ่ายเหลวติดต่อกันหลายวัน แล้วคิดว่าคงเป็นแค่ท้องเสียจากการกินอาหารไม่สะอาด หรืออย่างมากก็แค่โรคลำไส้แปรปรวน (IBS) แต่พอเวลาผ่านไปหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน อาการกลับไม่ดีขึ้น แถมยังมีไข้ต่ำๆ น้ำหนักตัวลดลงเรื่อยๆ และอ่อนเพลียอย่างไม่ทราบสาเหตุ เมื่อมาตรวจอย่างละเอียดจึงพบว่า ลำไส้กำลังเผชิญกับภาวะอักเสบเรื้อรังที่เรียกว่า โรคโครห์น (Crohn's disease)

ทำความรู้จัก โรคโครห์น (Crohn's disease) เมื่อลำไส้อักเสบเรื้อรังแบบไม่ทราบสาเหตุ

โรคโครห์น (Crohn's disease) เป็นหนึ่งในกลุ่มโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease หรือ IBD) ความพิเศษและน่าปวดหัวของโรคนี้คือ การอักเสบสามารถเกิดขึ้นได้กับระบบทางเดินอาหารทุกส่วน ตั้งแต่ริมฝีปาก ช่องปาก กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ไปจนถึงบริเวณรูทวารหนัก แต่จุดที่พบการอักเสบได้บ่อยที่สุดคือ บริเวณส่วนปลายของลำไส้เล็กเชื่อมต่อกับลำไส้ใหญ่

ลักษณะการอักเสบของโรคโครห์นจะแตกต่างจากโรคลำไส้อักเสบชนิดอื่นตรงที่ การอักเสบมักจะกินลึกลงไปในชั้นผนังลำไส้ทุกชั้น และมักเกิดขึ้นเป็นช่วงๆ กระจายตัวอยู่ทั่วทางเดินอาหาร โดยมีผนังลำไส้ส่วนที่ดีสลับกับส่วนที่มีแผลอักเสบ ส่งผลให้ลำไส้ทำงานผิดปกติ ซึมซับสารอาหารได้น้อยลง และเกิดแผลเรื้อรังตามมา

อาการแบบไหนที่กำลังส่งสัญญาณเตือนว่าอาจเป็นโรคโครห์น

อาการของโรคโครห์นอาจค่อยๆ แสดงออกทีละน้อย หรือบางรายอาจมีอาการกำเริบขึ้นมาอย่างรวดเร็ว โดยสัญญาณเตือนที่ควรรู้จัก ได้แก่

  • ปวดเกร็งรอบท้อง: มักมีอาการปวดบิดเป็นพักๆ โดยเฉพาะบริเวณท้องน้อยฝั่งขวาล่าง ซึ่งเป็นตำแหน่งของลำไส้เล็กส่วนปลาย
  • ท้องเสียเรื้อรัง: ถ่ายเหลวบ่อยครั้งต่อวัน ติดต่อกันนานเกิน 4 สัปดาห์ ในบางรายอาจมีมูกหรือเลือดปนมากับอุจจาระ
  • น้ำหนักลดลงผิดปกติ: เกิดจากลำไส้อักเสบจนไม่สามารถดูดซึมสารอาหารได้เต็มที่ ร่วมกับอาการไม่อยากอาหาร
  • อ่อนเพลียและมีไข้ต่ำๆ: ร่างกายต้องใช้พลังงานในการต่อสู้กับการอักเสบตลอดเวลา ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าเรื้อรัง
  • แผลในช่องปาก: มีแผลร้อนในเกิดขึ้นบ่อยๆ ในปากอย่างไม่ทราบสาเหตุ
  • ปัญหาบริเวณรอบรูทวารหนัก: ปวด เจ็บ มีหนอง หรือมีรูรั่ว (Fistula) เกิดขึ้นรอบๆ รูทวารหนัก

ทำไมลำไส้ถึงอักเสบ? สรุปสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ควรรู้

ทางการแพทย์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่นอนของโรคโครห์นได้ แต่เชื่อว่าเกิดจากปัจจัยร่วมกันหลายประการ ได้แก่

  • ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ: แทนที่ระบบภูมิคุ้มกันจะปกป้องร่างกาย กลับเข้าใจผิดว่าแบคทีเรียหรืออาหารในลำไส้เป็นสิ่งแปลกปลอม จึงเข้าทำลายเซลล์ผนังลำไส้ของตัวเองจนเกิดการอักเสบ
  • พันธุกรรม: ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคโครห์นหรือโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้มากกว่าคนทั่วไป
  • ปัจจัยแวดล้อมและพฤติกรรม: การสูบบุหรี่ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด เพราะส่งผลให้อักเสบรุนแรงขึ้น การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง อาหารแปรรูป หรือการเผชิญกับความเครียดสะสม ก็เป็นตัวกระตุ้นให้อาการกำเริบได้เช่นกัน

หมอมีวิธีตรวจและวินิจฉัยโรคโครห์นอย่างไร?

เนื่องจากอาการของโรคโครห์นคล้ายกับโรคทางเดินอาหารอื่นๆ หลายโรค การวินิจฉัยจึงต้องอาศัยการตรวจหลายวิธีร่วมกัน เพื่อความแม่นยำที่สุด

  • การตรวจเลือดและอุจจาระ: เพื่อประเมินภาวะโลหิตจาง ค้นหาค่าการอักเสบในร่างกาย (เช่น CRP) และตรวจหาการติดเชื้อในอุจจาระ
  • การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy): เป็นวิธีสำคัญที่ช่วยให้หมอเห็นลักษณะผนังลำไส้ได้ชัดเจน จะพบแผลลักษณะคล้ายก้อนหินเรียงตัว (Cobblestoning) และสามารถตัดชิ้นเนื้อเล็กๆ ไปตรวจทางพยาธิวิทยาได้
  • การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (CT / MRI Enterography): ช่วยประเมินความหนาของผนังลำไส้เล็กและดูภาวะแทรกซ้อน เช่น ลำไส้ตีบตัน หรือมีโพรงหนองในช่องท้อง

วิธีรักษาโรคโครห์น เพื่อให้กลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข

เป้าหมายหลักในการรักษาโรคโครห์น ไม่ใช่แค่การบรรเทาอาการปวดท้องหรือท้องเสียชั่วคราว แต่คือการลดการอักเสบ เพื่อให้ผนังลำไส้ฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติ และป้องกันไม่ให้อาการกลับมากำเริบซ้ำ

1. การใช้ยาควบคุมการอักเสบ

หมอจะเลือกใช้ยาตามความรุนแรงของโรค โดยเริ่มตั้งแต่ ยาต้านการอักเสบกลุ่มซัลฟาซาลาซีน (Sulfasalazine), ยาสเตียรอยด์ช่วงสั้นๆ เพื่อควบคุมอาการอักเสบเฉียบพลัน, ยากดภูมิคุ้มกัน (Immunomodulators) ไปจนถึงยารักษาชีววัตถุ (Biologic agents) ที่ออกฤทธิ์จำเพาะเจาะจงกับสารอักเสบในร่างกาย

2. การปรับโภชนาการและการดูแลเรื่องอาหาร

ผู้ป่วยหลายรายมีภาวะขาดสารอาหารเนื่องจากการดูดซึมเสียไป หมออาจแนะนำให้รับประทานวิตามิน หรือสารอาหารบำบัดชนิดเหลวในบางช่วง เพื่อให้ลำไส้ได้พักและฟื้นตัว

3. การผ่าตัดในภาวะแทรกซ้อน

หากการใช้ยาไม่ได้ผล หรือเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ลำไส้ตีบตันจนอาหารผ่านไม่ได้ ลำไส้ทะลุ หรือเกิดรูรั่วอักเสบเป็นหนอง หมออาจพิจารณาผ่าตัดเอาลำไส้ส่วนที่มีปัญหาออก ทั้งนี้การผ่าตัดไม่ได้ทำให้โรคโครห์นหายขาด แต่เป็นการแก้ไขภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย

กินอย่างไรเมื่อเป็นโรคโครห์น? เคล็ดลับการเลือกอาหารสำหรับผู้ป่วย

เรื่องอาหารถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างมากในการดูแลตัวเองเมื่อเป็นโรคโครห์น คำแนะนำเบื้องต้นในการปรับพฤติกรรมมีดังนี้

  • สังเกตและจดบันทึกอาหาร: ร่างกายของผู้ป่วยแต่ละคนตอบสนองต่ออาหารต่างกัน ควรจดบันทึกว่ากินอะไรแล้วมีอาการปวดท้องหรือท้องเสีย เพื่อหลีกเลี่ยงอาหารชนิดนั้น
  • เลี่ยงอาหารที่กระตุ้นการอักเสบ: เช่น อาหารรสจัด อาหารของทอด ของมัน นมและผลิตภัณฑ์จากนม (กรณีแพ้แลคโตส) ชา กาแฟ และแอลกอฮอล์
  • แบ่งรับประทานเป็นมื้อย่อย: ทานอาหารมื้อเล็กๆ วันละ 5-6 มื้อ แทนการทานมื้อใหญ่ 3 มื้อ เพื่อลดภาระการทำงานของลำไส้
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ: เพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสียไปจากการถ่ายเหลวและป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • งดสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด: การเลิกบุหรี่ช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดโอกาสที่อาการจะกำเริบได้อย่างมีนัยสำคัญ

อาการแทรกซ้อนแบบไหนที่ต้องรีบมาพบหมอทันที?

หากได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคโครห์นแล้ว และมีอาการเตือนดังต่อไปนี้ ควรรีบเดินทางมาพบแพทย์โดยไม่ต้องรอให้ถึงวันนัด

  • ปวดท้องรุนแรงอย่างทันทีทันใด ท้องแข็งเกร็ง
  • มีไข้สูง หนาวสั่น
  • ถ่ายเป็นเลือดสดในปริมาณมาก หรืออุจจาระเป็นสีดำสนิท
  • คลื่นไส้ อาเจียนรุนแรง ทานอาหารและน้ำไม่ได้เลย
  • มีอาการของลำไส้อุดตัน เช่น ท้องอืดตึงมาก ไม่ถ่าย และไม่ผายลม

แม้ว่าโรคโครห์นจะเป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังที่ต้องใช้เวลาในการดูแลรักษาในระยะยาว แต่ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์และตัวยาที่มีประสิทธิภาพมากในปัจจุบัน หากผู้ป่วยเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ทานยาตามหมอสั่ง และปรับพฤติกรรมอย่างเหมาะสม ก็จะสามารถควบคุมโรคให้อยู่ในระยะสงบ และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down