ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

หลายคนเคยเจออาการปวดท้องบิดๆ ถ่ายเหลวเรื้อรังเป็นเดือนๆ กินยาแก้ท้องเสียหรือยาลดกรดเท่าไรก็ไม่หาย ขาดงานบ่อย น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ พอไปตรวจช่วงแรกๆ อาจได้รับคำตอบว่าเป็นเพียงลำไส้แปรปรวน หรือกระเพาะอาหารอักเสบ แต่เมื่อเวลาผ่านไป อาการกลับไม่ดีขึ้น หรืออาจแย่ลงเรื่อยๆ หากกำลังเผชิญกับสถานการณ์นี้ อาจมีความเป็นไปได้ว่ากำลังรับมือกับ โรคโครห์น (Crohn's disease) ซึ่งเป็นภาวะลำไส้อักเสบเรื้อรังที่ต้องการการดูแลอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง

โรคโครห์น (Crohn's disease) คืออะไร ทำไมถึงปวดท้องไม่หายสักที?

โรคโครห์น (Crohn's disease) คือ โรคเกี่ยวกับการอักเสบเรื้อรังของระบบทางเดินอาหาร จัดอยู่ในกลุ่มโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease หรือ IBD) ความพิเศษของโรคนี้คือ สามารถเกิดการอักเสบได้ตั้งแต่เยื่อบุช่องปาก ไปจนถึงบริเวณรอบรูทวารหนัก แต่จุดที่พบการอักเสบได้บ่อยที่สุดคือ บริเวณส่วนปลายของลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่

ลักษณะเด่นของโรคโครห์นคือ การอักเสบที่เกิดขึ้นมักจะลึกลงไปถึงชั้นผนังลำไส้ทุกชั้น และมักเป็นแบบขาดตอน หมายความว่า อาจมีช่วงลำไส้ที่อักเสบสลับกับช่วงลำไส้ที่สมบูรณ์ดี ต่างจากโรคลำไส้อักเสบชนิดอื่นที่มักเกิดขึ้นเป็นผืนเดียวกันต่อเนื่อง

สังเกตสัญญาณเตือน อาการแบบไหนที่เข้าข่ายโรคโครห์น?

อาการของโรคโครห์นมีความหลากหลาย ตั้งแต่ระดับเบาๆ ไปจนถึงรุนแรงจนกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน โดยส่วนใหญ่มักมีช่วงที่โรคกำเริบสลับกับช่วงที่อาการสงบ

ปวดท้องร่วมกับถ่ายท้องเรื้อรัง อาการหลักที่ไม่ควรมองข้าม

  • ปวดท้องเรื้อรัง: มักมีอาการปวดเกร็งบริเวณท้องน้อยด้านขวาล่าง หรือปวดรอบๆ สะดือ คล้ายอาการไส้ติ่งอักเสบแต่เป็นๆ หายๆ นานหลายสัปดาห์
  • ถ่ายท้องเรื้อรัง: ถ่ายเหลวหรือเป็นน้ำมากกว่าปกติ ติดต่อกันนานเกิน 4 สัปดาห์ ในบางรายอาจมีมูกเลือดปนเปื้อนออกมาด้วย
  • อ่อนเพลียและน้ำหนักลด: ร่างกายไม่สามารถดูดซึมสารอาหารได้ตามปกติ ร่วมกับการสูญเสียความอยากอาหาร ทำให้น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วและรู้สึกเหนื่อยล้าตลอดเวลา

อาการนอกระบบทางเดินอาหารที่อาจพบร่วมด้วย

เนื่องจากโรคโครห์นเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย คนไข้บางรายจึงอาจแสดงอาการในระบบอื่นร่วมด้วย เช่น แผลร้อนในในปากบ่อยๆ ข้ออักเสบตามปวดข้อ ผื่นผิวหนังอักเสบ หรือมีอาการทางตา เช่น ตาแดงหรือปวดตา

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ลำไส้เกิดการอักเสบเรื้อรัง?

ทางการแพทย์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรคโครห์นได้ แต่จากการศึกษาพบว่าเกิดจากปัจจัยร่วมหลายอย่าง ได้แก่

  • ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ: แทนที่ระบบภูมิคุ้มกันจะทำหน้าที่ทำลายเชื้อโรค กลับจดจำแบคทีเรียประจำถิ่นหรือเซลล์ในทางเดินอาหารเป็นสิ่งแปลกปลอม ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นการอักเสบอย่างต่อเนื่อง
  • พันธุกรรม: ผู้ที่มีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคนี้สูงกว่าคนทั่วไป
  • ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม: การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดที่กระตุ้นให้เกิดโรค และทำให้อาการรุนแรงขึ้น รวมถึงการรับประทานอาหารไขมันสูง และการเปลี่ยนแปลงของเชื้อแบคทีเรียในลำไส้

โรคโครห์นต่างจากโรคลำไส้แปรปรวน (IBS) อย่างไร?

คนไข้มักสับสนระหว่างโรคโครห์นกับโรคลำไส้แปรปรวน (IBS) เนื่องจากมีอาการปวดท้องและขับถ่ายผิดปกติเหมือนกัน แต่ข้อแตกต่างสำคัญคือ โรคลำไส้แปรปรวนเป็นการทำงานของลำไส้ที่ผิดปกติโดยไม่มีการอักเสบหรือแผลในลำไส้ และไม่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ส่วนโรคโครห์นตรวจพบการอักเสบ แผล บวม หรือรอยโรคชัดเจนในผนังลำไส้จากการส่องกล้อง

หมอมีวิธีตรวจวินิจฉัยโรคโครห์นอย่างไรบ้าง?

เมื่อมาพบแพทย์ด้วยอาการสงสัย แพทย์จะทำการสืบค้นเพื่อยืนยันการวินิจฉัยและประเมินขอบเขตการอักเสบ ผ่านขั้นตอนต่างๆ เช่น

  • การตรวจเลือดและอุจจาระ: เพื่อเช็กภาวะซีด ค่าการอักเสบในร่างกาย และตรวจหาสารบ่งชี้การอักเสบในอุจจาระ (Calprotectin) รวมถึงส่งตรวจเชื้อโรคเพื่อตัดสาเหตุการติดเชื้อออก
  • การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy): เป็นวิธีหลักที่ช่วยให้แพทย์เห็นสภาพผนังลำไส้โดยตรง พร้อมทั้งเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อไปตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันโรค
  • การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (CT / MRI Enterography): ช่วยประเมินผนังลำไส้เล็กส่วนที่กล้องส่องเข้าไปไม่ถึง รวมถึงตรวจดูภาวะลำไส้ตีบหรือฝีในช่องท้อง

วิธีรักษาเมื่อเป็นโรคโครห์น: ปรับพฤติกรรม ควบคู่การใช้ยา

เนื่องจากโรคโครห์นยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ เป้าหมายหลักของการรักษาคือ การลดการอักเสบ เพื่อให้อาการสงบลง (Remission) และป้องกันไม่ให้โรคกลับมากำเริบซ้ำ

ยาที่ใช้ควบคุมอาการอักเสบของลำไส้

การเลือกใช้ยาขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรค ได้แก่

  • ยากลุ่มต้านการอักเสบ (5-ASA): เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการเริ่มต้นหรืออักเสบไม่รุนแรง
  • ยาสเตียรอยด์: ใช้ในช่วงที่โรคกำเริบรุนแรง เพื่อกดการอักเสบอย่างรวดเร็ว โดยจะใช้ในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น
  • ยากดภูมิคุ้มกัน: ช่วยควบคุมการอักเสบในระยะยาว และช่วยลดการใช้ยาสเตียรอยด์
  • ยาชีววัตถุ (Biologics): ยาที่ออกฤทธิ์จำเพาะเจาะจงกับโปรตีนที่ก่อให้เกิดการอักเสบ เหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการปานกลางถึงรุนแรง หรือตอบสนองต่อยาอื่นไม่ดีเท่าที่ควร

การปรับเรื่องอาหารและการกิน เพื่อลดการกำเริบของโรค

ไม่มีสูตรอาหารตายตัวสำหรับคนไข้โรคโครห์นทุกคน แต่หลักการสำคัญคือการสังเกตตนเอง หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นอาการ เช่น อาหารรสจัด อาหารมัน ของทอด นมหรือผลิตภัณฑ์จากนมในผู้ที่ย่อยแลคโตสไม่ได้ รวมถึงการรับประทานอาหารมื้อย่อยๆ หลายมื้อแทนมื้อใหญ่ และเลิกสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด

อาการแบบไหนที่เรียกว่าภาวะแทรกซ้อน และต้องรีบมาพบแพทย์ทันที?

การปล่อยให้ลำไส้อักเสบเรื้อรังโดยไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายได้ หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน

  • ลำไส้อุดตัน: เกิดจากผนังลำไส้หนาตัวและเกิดแผลเป็นจนรูลำไส้แคบลง ทำให้ปวดท้องเกร็งรุนแรง ท้องอืดมาก อาเจียน ไม่ถ่ายและไม่ผายลม
  • เกิดรูรั่วหรือฝีรอบรูทวาร (Fistula / Abscess): มีหนองไหลรอบๆ รูทวาร ปวดบวมบริเวณก้น หรือมีรูรั่วระหว่างลำไส้กับอวัยวะอื่น
  • อุจจาระเป็นเลือดสดจำนวนมาก: หรือมีอาการหน้ามืด เวียนศีรษะ ร่างกายช็อกจากการเสียเลือด
  • มีไข้สูง ปวดท้องรุนแรงทันทีทันใด: ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของลำไส้ทะลุ หรือการติดเชื้อในช่องท้อง

อยู่ร่วมกับโรคโครห์นอย่างไรให้มีความสุข

แม้โรคโครห์นจะเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องดูแลรักษากันในระยะยาว แต่การทำความเข้าใจตัวโรคอย่างถูกต้อง รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ไม่หยุดยาเองแม้ช่วงที่ไม่มีอาการ ร่วมกับการปรับโภชนาการและการดูแลสุขภาพจิตใจ จะช่วยให้คนไข้สามารถควบคุมโรคให้อยู่ในภาวะสงบ และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพตามปกติ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down