ตับของเรากำลังพยายามบอกอะไร เมื่อเนื้อเยื่อเริ่มแข็งตัวขึ้นเรื่อยๆ
เวลาตรวจสุขภาพประจำปีแล้วผลเลือดเกี่ยวกับตับเริ่มสูงขึ้นนิดหน่อย หลายคนมักจะนิ่งนอนใจคิดว่าเป็นเรื่องปกติจากการพักผ่อนน้อยหรือกินอาหารมันๆ ในช่วงก่อนตรวจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตับเป็นอวัยวะที่มีความอดทนสูงมาก ต่อให้เนื้อเยื่อภายในเริ่มอักเสบหรือเสียหายสะสมมานานแค่ไหน ตับก็ยังทำงานต่อไปได้โดยแทบไม่แสดงอาการเจ็บป่วยให้เห็น จนกระทั่งวันหนึ่งกระบวนการซ่อมแซมตัวเองสร้างเนื้อเยื่อแผลเป็นขึ้นมาหนาแน่นกลายเป็นภาวะพังผืดในตับ ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้ไม่รีบดูแล ก็อาจเดินทางไปสู่โรคตับแข็งที่รักษายากในที่สุด
ทำความรู้จักตับกับจุดเริ่มต้นของรอยแผลเป็นในร่างกาย
ตามปกติแล้ว เมื่อตับได้รับความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นจากการดื่มแอลกอฮอล์ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ หรือไขมันที่สะสมพอกพูนอยู่ในเนื้อตับ เซลล์ตับจะเกิดการอักเสบและตายลง ร่างกายจึงต้องส่งกระบวนการซ่อมแซมเข้ามาเยียวยาด้วยการสร้างโปรตีนกลุ่มคอลลาเจนขึ้นมาทดแทนส่วนที่เสียหาย เปรียบเสมือนเวลาที่เราเกิดแผลถลอกที่ผิวหนังแล้วตกสะเก็ดเป็นแผลเป็น แต่ปัญหาคือถ้าตับต้องซ่อมแซมตัวเองซ้ำๆ จากความอักเสบเรื้อรัง แผลเป็นเหล่านี้จะขยายวงกว้างและเชื่อมต่อกันจนกลายเป็นพังผืด ทำให้เนื้อตับที่เคยนิ่มและยืดหยุ่นดี กลับมีความแข็งกระด้าง เลือดไหลเวียนผ่านได้ยากขึ้น และการทำงานของตับก็เริ่มถดถอยลงทีละน้อย
ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการสะสมพังผืดในเนื้อตับโดยไม่รู้ตัว
สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะพังผืดในตับไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องการดื่มสุราอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่มีกลุ่มพฤติกรรมและโรคประจำตัวหลายอย่างที่เป็นตัวการสำคัญ ดังนี้
- โรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์: กลุ่มคนที่มีน้ำหนักเกิน มีภาวะอ้วนลงพุง ไขมันในเลือดสูง หรือเป็นเบาหวาน ซึ่งเนื้อตับที่มีไขมันแทรกอยู่มากจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและกล ายเป็นพังผืดได้ง่าย
- การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซีเรื้อรัง: เชื้อไวรัสเหล่านี้แอบแฝงตัวและทำลายเซลล์ตับอยู่เป็นเวลาหลายปีโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว จนเกิดการอักเสบสะสมและกลายเป็นพังผืดในที่สุด
- การดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากติดต่อกันเป็นเวลานาน: แอลกอฮอล์เป็นพิษโดยตรงต่อเซลล์ตับ เร่งกระบวนการอักเสบและขัดขวางการซ่อมแซมตามธรรมชาติของร่างกาย
- การได้รับสารพิษหรือยาบางชนิด: การใช้ยาบางประเภทติดต่อกันเป็นเวลานานเกินความจำเป็น หรือการรับสารเคมีบางชนิดสะสมในร่างกาย
สัญญาณเตือนร่างกายที่บอกว่าตับกำลังทำงานหนักเกินไป
ความน่ากลัวของภาวะพังผืดในตับในระยะเริ่มต้นคือไม่มีอาการเตือนใดๆ ทั้งสิ้น คนไข้ส่วนใหญ่ยังคงใช้ชีวิตได้ตามปกติ กินได้นอนหลับดี จนกระทั่งพังผืดเริ่มลุกลามจนตับสูญเสียการทำงานไปมาก จึงเริ่มมีอาการเหล่านี้ปรากฏให้เห็น
- รู้สึกอ่อนเพลียเรื้อรัง เหนื่อยง่ายอย่างไร้สาเหตุ ทั้งที่นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ
- แน่นท้อง ท้องอืดง่าย หรือรู้สึกตึงบริเวณชายโครงด้านขวา
- น้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุ เบื่ออาหาร หรือคลื่นไส้เวลาได้กลิ่นอาหารมันๆ
- ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือมีอาการคันตามผิวหนังทั่วร่างกาย
- สังเกตเห็นรอยฟกช้ำง่าย หรือมีเลือดออกตามไรฟันบ่อยครั้ง
ตรวจเช็กความยืดหยุ่นของตับด้วยวิธีทางการแพทย์สมัยใหม่
ในอดีตการจะรู้ว่าตับมีพังผืดมากแค่ไหนจำเป็นต้องใช้เข็มเจาะเนื้อตับออกมาตรวจ ซึ่งทั้งเจ็บและมีความเสี่ยง แต่ในปัจจุบันการแพทย์มีความก้าวหน้าไปมาก เรามีเครื่องมือตรวจวัดความแข็งของตับและปริมาณไขมันในตับที่ไม่เจ็บตัวเลย ใช้เวลาตรวจเพียงไม่กี่นาทีก็ทราบผลทันที ช่วยให้แพทย์ประเมินความรุนแรงของภาวะพังผืดในตับได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งวางแผนการรักษาและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างตรงจุด
วิธีดูแลตัวเองเพื่อชะลอและฟื้นฟูเนื้อตับให้กลับมาแข็งแรง
ข่าวดีคือ ในระยะแรกของการเกิดพังผืด ตับมีความสามารถในการฟื้นฟูและซ่อมแซมตัวเองสูงมาก หากเราหยุดยั้งสาเหตุที่ทำให้ตับอักเสบได้ทันเวลา พังผืดเหล่านั้นอาจลดลงหรือหยุดลุกลามได้ โดยมีแนวทางปฏิบัติที่แนะนำดังนี้
- ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน: ลดอาหารหวานจัด แป้งขัดขาว และไขมันอิ่มตัว หันมาเน้นผักผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนคุณภาพดี เพื่อลดไขมันที่สะสมในตับ
- ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน: สำหรับคนที่มีภาวะไขมันพอกตับ การลดน้ำหนักลงเพียงร้อยละห้าถึงสิบของน้ำหนักตัว ก็สามารถช่วยลดการอักเสบและลดปริมาณพังผืดในตับได้อย่างชัดเจน
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด: เพื่อตัดวงจรการทำลายเซลล์ตับและเปิดโอกาสให้ตับได้ซ่อมแซมตัวเอง
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอร่วมกับการสร้างกล้ามเนื้อช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกินและปรับระบบเผาผลาญของร่างกายให้ดีขึ้น
- หลีกเลี่ยงการซื้อยาและอาหารเสริมกินเอง: เพราะตับต้องทำหน้าที่ขับสารเหล่านี้ หากไม่จำเป็นควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง