ช่วงนี้เวลาพาเจ้าตัวเล็กมาหาที่ห้องตรวจ หรือแม้แต่ผู้ใหญ่เองที่เดินเข้ามาด้วยอาการไข้ ไอ เจ็บคอ คำถามยอดฮิตที่หมอมักจะได้ยินบ่อยๆ คือ นี่เราติดโควิด ไข้หวัดใหญ่ หรือว่าเป็น RSV กันแน่ เพราะอาการเริ่มต้นมันช่างคล้ายกันเสียเหลือเกินจนแทบจะแยกไม่ออก
ในฐานะหมอที่ต้องตรวจคนไข้กลุ่มนี้อยู่ทุกวัน หมออยากชวนมาทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งขึ้นถึงความแตกต่างระหว่างไข้หวัดใหญ่และเจ้าไวรัสอาร์เอสวีตัวแสบนี้ ว่าจริงๆ แล้วมันมีจุดสังเกตตรงไหนบ้าง และทำไมเราถึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษเวลาที่คนในบ้านเริ่มป่วย
ทำความรู้จักเจ้าไข้หวัดใหญ่และไวรัสอาร์เอสวีแบบเข้าใจง่าย
ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจหน้าตาของเจ้าเชื้อโรคสองตัวนี้กันก่อน ไข้หวัดใหญ่หรือ Influenza เป็นโรคที่เราคุ้นเคยกันดี มักจะมาตามฤดูกาลโดยเฉพาะช่วงหน้าฝนหรือหน้าหนาว ส่วนไวรัสอาร์เอสวี หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า RSV (Respiratory Syncytial Virus) จริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นไวรัสที่อยู่คู่มนุษย์มานานแล้ว แต่ช่วงหลังมานี้เป็นข่าวบ่อยและน่ากลัวขึ้นเพราะมันระบาดหนักในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ
แม้ทั้งคู่จะเป็นไวรัสที่โจมตีระบบทางเดินหายใจเหมือนกัน แต่พฤติกรรมและความรุนแรงเวลาที่มันเข้าสู่ร่างกายเรานั้นมีความแตกต่างกันพอสมควร
จับผิดอาการ ไข้หวัดใหญ่ต่างจาก RSV ตรงไหนบ้าง?
เวลาตรวจคนไข้ หมอจะใช้การสังเกตอาการร่วมกับประวัติการสัมผัสโรคมาประกอบกัน ซึ่งความแตกต่างระหว่างไข้หวัดใหญ่และอาร์เอสวีนั้น มักจะแสดงออกมาทางความรุนแรงและลักษณะการไอของคนไข้
ลักษณะไข้และอาการปวดเมื่อย
- ไข้หวัดใหญ่: มักมาแบบฉับพลันทันที ไข้สูงปรีด 38 ถึง 40 องศาเซลเซียส ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัวอย่างรุนแรง ปวดหัว อ่อนเพลียมาก ลุกไม่ขึ้น
- ไวรัสอาร์เอสวี: ไข้มาได้เหมือนกัน แต่ความโดดเด่นไม่ได้อยู่ที่ไข้สูงอย่างเดียว แต่อยู่ที่อาการทางเดินหายใจส่วนปลาย
เสียงไอและอาการหายใจครอกแครก
- ไข้หวัดใหญ่: จะไอแห้งๆ หรือไอมีเสมหะบ้าง เจ็บคอ น้ำมูกไหล แต่ความแตกต่างระหว่างไข้หวัดใหญ่และ RSV ที่ชัดเจนคือ ในเด็กที่เป็น RSV มักจะมีอาการไอโขลกๆ ลึกๆ ฟังดูแน่นหน้าอก และที่สำคัญคือมีเสมหะเยอะมาก เหนียวข้น
- อาร์เอสวีตัวร้ายกับเสียงหายใจวี้ด: ข้อนี้สำคัญมากสำหรับคุณพ่อคุณแม่ หากลูกไอแล้วมีเสียงหายใจดังวี๊ด หรือหายใจเร็ว หายใจซี่โครงบาน ท้องบุ๋ม นั่นคือสัญญาณเตือนว่าหลอดลมฝอยอักเสบ ซึ่งพบได้บ่อยใน RSV มากกว่าไข้หวัดใหญ่ทั่วไป
กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่หรือไวรัสอาร์เอสวี ถ้าเป็นหนุ่มสาวแข็งแรงดี นอนพักผ่อนกินยารักษาตามอาการ ไม่นานก็หาย
แต่ถ้าเป็นกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวอย่างโรคหัวใจ โรคปอด หรือเบาหวาน โรคเหล่านี้สามารถลุกลามกลายเป็นปอดอักเสบติดเชื้อรุนแรงจนต้องนอนโรงพยาบาลได้ทั้งคู่ โดยเฉพาะ RSV ในเด็กเล็กทารกแรกเกิด หากลงปอดแล้วอันตรายถึงชีวิตได้เนื่องจากหลอดลมเขามีขนาดเล็กมาก
วิธีรักษาและการดูแลเมื่อติดเชื้อ
ข่าวดีคือทั้งสองโรคนี้ส่วนใหญ่รักษาตามอาการ เช่น เป็นไข้กินยาลดไข้ มีเสมหะก็กินยาละลายเสมหะ พ่นยาขยายหลอดลม หรือดื่มน้ำอุ่นมากๆ เพื่อให้เสมหะไม่เหนียวข้นจนเกินไป
แต่สำหรับไข้หวัดใหญ่ เรามียาต้านไวรัส (Antiviral drugs) เช่น โอเซลทามิเวีรย์ หากกินภายใน 48 ชั่วโมงแรกที่มีอาการ จะช่วยลดความรุนแรงและย่นระยะเวลาการป่วยได้ดีมาก ในขณะที่ RSV ยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะทางที่ใช้ได้ผลดีในวงกว้าง การรักษาจึงเป็นการประคับประคองตามอาการเป็นหลัก
วิธีป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเหล่านี้มาเยือน
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการสร้างกำแพงภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ล้างมือบ่อยๆ สวมหน้ากากอนามัยเวลาไปในที่แออัด และสำหรับไข้หวัดใหญ่ เรามีวัคซีนฉีดกระตุ้นทุกปี ซึ่งแพทย์แนะนำให้ฉีดเป็นประจำ ส่วน RSV ปัจจุบันเริ่มมีภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (Monoclonal Antibody) สำหรับเด็กกลุ่มเสี่ยงแล้วเช่นกัน
หากดูแลคนที่บ้านแล้วรู้สึกว่าไข้ไม่ลด หายใจเหนื่อยหอบ ซึมลง ไม่ยอมกินนมหรือน้ำ อย่ารอดูอาการอยู่ที่บ้าน ให้รีบพามาพบแพทย์ทันทีเพื่อให้คุณหมอตรวจยืนยันโรคและให้การรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป