เวลาตรวจคนไข้ที่มีอาการภูมิแพ้กำเริบตอนเช้า สิ่งหนึ่งที่หมอมักจะถามเสมอคือ อาการเป็นหนักที่สุดตอนไหน ซึ่งคำตอบส่วนใหญ่ร้อยทั้งร้อยจะบอกว่า เป็นตอนตื่นนอนใหม่ๆ นั่นแหละครับ พอสายๆ หน่อยถึงค่อยยังชั่ว สาเหตุที่เป็นแบบนั้นก็เพราะว่า ตัวเราเองใช้เวลาอยู่ในห้องนอนวันละประมาณ 6 ถึง 8 ชั่วโมง ห้องนอนจึงกลายเป็นศูนย์รวมของสารก่อภูมิแพ้ชั้นดี โดยเฉพาะเจ้าร่างไรฝุ่นตัวจิ๋วที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า รวมถึงละอองเกสรและสะเก็ดผิวหนังของสัตว์เลี้ยงที่แอบซ่อนอยู่ตามที่นอนและหมอน วันนี้หมอเลยอยากชวนทุกคนมาปรับเปลี่ยนห้องนอนของเราใหม่ เพื่อตัดวงจรภูมิแพ้และคืนอากาศบริสุทธิ์ให้เราได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่จริงๆ เสียที
ทำไมตื่นมาถึงจามไม่หยุด: รู้จักตัวการร้ายในห้องนอน
ก่อนที่เราจะไปจัดการกับปัญหา เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าทำไมห้องนอนถึงเป็นจุดเริ่มต้นของอาการภูมิแพ้ ตัวการหลักที่หมอเจอประจำคือเจ้าไรฝุ่น ซึ่งเป็นแมลงตัวเล็กมากๆ มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น มันชอบอาศัยอยู่ในที่ที่มีความชื้นและอุ่น และอาหารโปรดของมันก็คือสะเก็ดผิวหนังที่หลุดร่วงจากตัวเรานี่เอง นอกจากนี้ยังมีสปอร์ของเชื้อราที่แอบซ่อนอยู่ตามมุมอับชื้น ผ้าม่านหนาๆ หรือแม้แต่พรมปูพื้น สิ่งเหล่านี้แหละครับที่พอเราสูดดมเข้าไปตอนนอนหลับ มันจะไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของเราให้แสดงอาการออกมา ไม่ว่าจะเป็นคัดจมูก น้ำมูกไหล จามติดต่อกัน หรือบางคนก็มีผื่นคันตามตัว
เปลี่ยนที่นอนและเครื่องนอนอย่างไรให้ไรฝุ่นหนีตาย
ที่นอนและหมอนคือแหล่งกบดานชั้นดีของไรฝุ่นเลย การซักผ้าปูที่นอนด้วยน้ำร้อนจัดอุณหภูมิประมาณ 60องศาเซลเซียส อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เป็นวิธีพื้นฐานที่ได้ผลดีมากๆ ในการกำจัดไรฝุ่น นอกจากนี้ เวลาเลือกซื้อชุดเครื่องนอน ลองมองหาผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนชนิดกันไรฝุ่นที่มีเนื้อผ้าทอแน่นเป็นพิเศษ ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้ตัวไรฝุ่นและมูลของมันเล็ดลอดออกมากระตุ้นอาการภูมิแพ้ของเราได้ และสำหรับใครที่ชอบกอดตุ๊กตานอน หมอแนะนำว่าควรลดจำนวนลง หรือถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็นำไปซักด้วยน้ำร้อนและตากแดดจัดเป็นประจำทุกสัปดาห์เช่นกัน
จัดการความชื้นและแสงแดดในห้องนอนให้อากาศถ่ายเทสะดวก
ความชื้นคือเพื่อนสนิทของเชื้อราและไรฝุ่น การเปิดหน้าต่างรับแสงแดดยามเช้าและระบายอากาศในห้องนอนทุกวัน จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลยอย่างยิ่ง แดดธรรมชาติช่วยฆ่าเชื้อโรคและลดความอับชื้นได้ดีที่สุด ส่วนใครที่ชอบเปิดเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา ลองเช็กแผ่นกรองอากาศดูบ้างว่ามีฝุ่นสะสมหนาแค่ไหน หมอแนะนำให้ล้างแผ่นกรองแอร์ทุกๆ 1 ถึง 2 เดือน เพื่อไม่ให้แอร์กลายเป็นแหล่งสะสมและกระจายเชื้อโรค เวลาที่เราเปิดใช้งาน สำหรับห้องไหนที่อับชื้นมากๆ การใช้เครื่องลดความชื้นเข้ามาช่วยควบคุมระดับความชื้นสัมพัทธ์ในห้องให้อยู่ต่ำกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ก็ช่วยตัดวงจรการเจริญเติบโตของไรฝุ่นได้อย่างชะงัด
เคลียร์ของสะสมและเลือกผ้าม่านที่ทำความสะอาดง่าย
ห้องนอนที่ดีต่อคนเป็นภูมิแพ้ควรจะโล่ง โปร่ง และมีจุดสะสมฝุ่นให้น้อยที่สุด ผ้าม่านเนื้อหนาและทึบแสง แม้จะสวยงามแต่ก็เป็นที่สะสมฝุ่นชั้นเยี่ยม ลองเปลี่ยนมาใช้ม่านโปร่งที่ถอดซักได้ง่าย หรือม่านม้วนที่เช็ดทำความสะอาดได้สะดวก ส่วนพรมปูพื้นที่หลายคนชอบความนุ่มนวลเวลาเดินลงจากเตียง หมออยากให้ลองพิจารณาเอาออก เพราะพรมคือแหล่งซ่อนเร้นของฝุ่นละอองที่ยากแก่การดูดออกให้หมดจด หากเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ต้องหมั่นใช้เครื่องดูดฝุ่นที่มีระบบกรองเฮปา ดูดทำความสะอาดเป็นประจำทุกสัปดาห์
วิธีทำความสะอาดห้องนอนแบบไม่ให้ฝุ่นฟุ้งกระจาย
เวลาทำความสะอาดห้องนอน คนส่วนใหญ่ชอบใช้ไม้กวาดกวาดพื้นหรือใช้ผ้าแห้งปัดฝุ่น ซึ่งวิธีนี้บอกเลยว่าเป็นการทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจายขึ้นไปในอากาศ แล้วเราก็สูดดมเข้าไปเต็มๆ เปลี่ยนมาใช้วิธีการใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดตามชั้นวางของและเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ แทน หรือใช้เครื่องดูดฝุ่นที่มีแผ่นกรองเฮปา เพื่อดักจับอนุภาคขนาดเล็กไม่ให้เล็ดลอดกลับออกมาในอากาศระหว่างที่เราทำความสะอาด และถ้าเป็นไปได้ คนที่เป็นภูมิแพ้ควรหลีกเลี่ยงการทำความสะอาดด้วยตัวเอง หรือสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งขณะลงมือทำความสะอาดห้องนอน
ปรับเปลี่ยนเล็กน้อยเพื่อสุขภาพการนอนที่ดีขึ้นในระยะยาว
การจัดการสิ่งแวดล้อมภายในห้องนอนเพื่อลดสารก่อภูมิแพ้ อาจจะต้องใช้ความใส่ใจและความสม่ำเสมอในการดูแลรักษาความสะอาด แต่เชื่อหมเถอะครับว่าผลลัพธ์ที่ได้มันคุ้มค่ามากๆ การตื่นนอนมาแล้วหายใจโล่ง ไม่ต้องหยิบกระดาษทิชชูมาสั่งน้ำมูกตั้งแต่เช้าตรู่ จะช่วยให้เราเริ่มต้นวันใหม่ด้วยความสดชื่นและมีพลังงานเต็มที่ ลองเลือกวิธีที่ทำได้ง่ายที่สุดแล้วค่อยๆ ปรับเปลี่ยนทีละนิด เริ่มต้นคืนนี้เพื่อให้การนอนหลับของเราเป็นการพักผ่อนที่แท้จริงและปราศจากภูมิแพ้มารบกวน