ในค่ำคืนหนึ่งที่ห้องฉุกเฉิน หมอได้พบกับคนไข้ที่มีอาการท้องอืดตึงจนพองลม เมื่อลองเคาะท้องดูก็มีเสียงโปร่งชัดเจน คนไข้เล่าให้ฟังด้วยสีหน้าอิดโรยว่า ไม่ได้ถ่ายอุจจาระและไม่มีการผายลมเลยตลอดสามวันที่ผ่านมา และเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมาก็เริ่มมีอาการอาเจียนอย่างหนักตามมาด้วย อาการเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของอาการท้องผูกธรรมดา แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยเงียบจากร่างกายที่บ่งบอกถึงความผิดปกติรุนแรงในระบบทางเดินอาหาร
ทำไมเมื่อลำไส้มีปัญหา ถึงส่งผลให้ทั้งอ้วกและถ่ายไม่ออกพร้อมกัน?
ตามธรรมชาติแล้ว ระบบทางเดินอาหารของเราเปรียบเสมือนท่อส่งน้ำขนาดยาวที่เริ่มจากปากผ่านกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ไปจนถึงทวารหนัก เมื่อไรก็ตามที่เกิดการอุดตันในจุดใดจุดหนึ่ง ทำให้อาหาร น้ำ และแก๊สไม่สามารถเคลื่อนที่ผ่านไปได้ สิ่งที่สะสมอยู่ภายในท่อจะเริ่มตีกลับขึ้นมาด้านบน
กระบวนการนี้เองที่ทำให้เกิดอาการสะสมของแก๊สและอุจจาระในลำไส้ จนนำไปสู่การอาเจียนร่วมกับภาวะไม่ขับถ่ายอุจจาระหรือแม้กระทั่งไม่ผายลมเลย เนื่องจากร่างกายพยายามจะระบายสิ่งที่คั่งค้างอยู่ออกมาทางปากแทนเมื่อทางออกปกติถูกปิดกั้นลง
ตัวการร้ายที่ทำให้เกิดภาวะลำไส้อุดตันจนร่างกายประท้วง
ภาวะลำไส้อุดตัน (Bowel Obstruction) ถือเป็นสาเหตุหลักที่พบบ่อยที่สุดของอาการนี้ ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย หมออยากให้ลองสังเกตสาเหตุหลักๆ เหล่านี้ร่วมด้วย
- พังผืดในช่องท้อง: มักพบในผู้ที่เคยผ่านการผ่าตัดช่องท้องมาก่อน พังผืดเหล่านี้สามารถดึงรั้งลำไส้ให้ตีบตันหรือบิดขั้วได้
- โรคมะเร็งหรือเนื้องอก: ก้อนเนื้อที่โตขึ้นในลำไส้ใหญ่จะค่อยๆ ปิดกั้นทางเดินของอุจจาระจนส่งผลให้ทางเดินอาหารอุดตันอย่างสมบูรณ์ในที่สุด
- ภาวะไส้เลื่อน: ลำไส้บางส่วนหลุดลอดเข้าไปในช่องหรือรูผนังหน้าท้องที่ไม่แข็งแรงจนโดนบีบรัดและอุดตัน
- ลำไส้กลืนกัน: มักพบได้บ่อยในเด็กเล็ก ซึ่งเกิดจากลำไส้ส่วนหนึ่งมุดตัวเข้าไปในลำไส้อีกส่วนหนึ่ง
สัญญาณเตือนอื่นๆ ที่มักมาคู่กับอาการท้องอืดและอาเจียน
นอกจากการไม่ได้ถ่ายอุจจาระและการอาเจียนแล้ว คนไข้อาจมีอาการร่วมอื่นๆ ที่ช่วยให้หมอสามารถวินิจฉัยโรคได้แม่นยำขึ้น เช่น
1. อาการปวดบิดเกร็งในช่องท้อง
มักมีอาการปวดท้องเป็นพักๆ เหมือนมีอะไรมาบีบ เนื่องจากลำไส้พยายามบีบตัวอย่างรุนแรงเพื่อขับเอาสิ่งที่อุดตันให้ออกไป แต่เมื่อพยายามแล้วไม่สำเร็จ อาการปวดจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
2. ท้องอืดพองโตอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อแก๊สและของเหลวไม่มีทางระบายออก หน้าท้องจะค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นและตึงแน่น สังเกตได้ง่ายๆ จากการใส่เสื้อผ้าแล้วรู้สึกแน่นผิดปกติ หรือเมื่อลองใช้นิ้วเคาะที่หน้าท้องแล้วมีเสียงสะท้อนคล้ายกลอง
3. ลักษณะของสิ่งที่อาเจียนออกมา
ในระยะแรก คนไข้อาจอาเจียนเอาเศษอาหารหรือน้ำย่อยสีเหลืองเขียวออกมา แต่หากปล่อยทิ้งไว้จนการอุดตันรุนแรงขึ้น สิ่งที่อาเจียนออกมาอาจเริ่มมีสีคล้ำและมีกลิ่นเหม็นคล้ายอุจจาระ เนื่องจากเป็นเศษอาหารที่ตกค้างอยู่ในลำไส้เป็นเวลานาน
อาการแบบไหนที่ห้ามรอเด็ดขาด ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที
หมออยากเน้นย้ำว่า อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่จะนอนพักผ่อนที่บ้านแล้วจะหายไปเองได้ หากพบว่าตนเองหรือคนใกล้ตัวมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบเดินทางไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด
- มีอาการไข้สูงร่วมด้วย ซึ่งอาจบ่งบอกถึงภาวะลำไส้เริ่มเน่าหรือมีการติดเชื้อในกระแสเลือด
- ปวดท้องรุนแรงจนทนไม่ไหว แม้จะเปลี่ยนท่าทางก็ไม่ทุเลาลง
- หน้าท้องแข็งเกร็งเหมือนแผ่นไม้เมื่อกดลงไป
- มีอาการหน้ามืด คล้ายจะวาสลบ ชีพจรเต้นเร็ว หรือหายใจหอบเหนื่อย
สิ่งที่คุณควรทำและห้ามทำเด็ดขาด เมื่อมีอาการเหล่านี้
หากเริ่มสงสัยว่าตนเองอาจมีภาวะลำไส้อุดตัน การปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องก่อนถึงมือแพทย์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัย
สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด
ห้ามซื้อยาถ่ายหรือยาระบายมากินเองเป็นอันขาด เพราะยาเหล่านี้จะไปกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวรุนแรงขึ้น ซึ่งในกรณีที่ลำไส้อุดตันอยู่แล้ว การบีบตัวที่มากเกินไปอาจทำให้ลำไส้แตกทะลุและเกิดการติดเชื้อในช่องท้องที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ นอกจากนี้ควรงดน้ำและอาหารทุกชนิดทันทีเพื่อลดปริมาณสิ่งตกค้างในกระแสทางเดินอาหาร
สิ่งที่ควรทำ
เตรียมประวัติสุขภาพที่สำคัญให้พร้อม เช่น ประวัติการผ่าตัดช่องท้อง ยาประจำตัวที่รับประทานอยู่ และรีบเดินทางไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดเพื่อรับการตรวจทางรังสีวิทยา เช่น การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้อง (CT scan) ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถระบุตำแหน่งและสาเหตุของการอุดตันได้อย่างถูกต้องเพื่อวางแผนการรักษาได้อย่างทันท่วงที