เวลาที่คุณแม่ตั้งครรภ์เดินเข้ามาปรึกษาหมอที่คลินิก คำถามยอดฮิตที่หมอมักได้รับฟังอยู่เสมอก็คือ จะทำอย่างไรให้เจ้าตัวเล็กที่กำลังจะลืมตาดูโลกมีสุขภาพที่แข็งแรง มีภูมิต้านทานที่ดี และไม่เจ็บป่วยง่ายในช่วงขวบปีแรก ความกังวลใจเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดามากสำหรับคนเป็นแม่ เพราะทารกแรกเกิดยังมีระบบภูมิคุ้มกันที่พัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่าย แต่รู้ไหมว่า ธรรมชาติตระเตรียมของขวัญชิ้นพิเศษสุดมหัศจรรย์ไว้ให้ลูกน้อยแล้วตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ นั่นคือการส่งต่อเกราะป้องกันโรคผ่านทางรกนั่นเอง
มหัศจรรย์แห่งธรรมชาติ: เกราะป้องกันสำเร็จรูปที่ส่งตรงจากแม่สู่ลูก
ในช่วงที่ทารกยังอยู่ในครรภ์ ระบบภูมิคุ้มกันของเขายังเปรียบเสมือนกระดาษเปล่าที่ยังไม่เคยเรียนรู้จักเชื้อโรคใดๆ เลย ร่างกายของแม่จึงต้องทำหน้าที่เป็นผู้ปกป้อง ด้วยการส่งผ่านโปรตีนต้านทานโรคหรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า แอนติบอดี (Antibody) ไปให้ลูก กระบวนการนี้เรียกว่า กลไกการสร้างภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป ผ่านทางรก ซึ่งเป็นการมอบเกราะป้องกันภัยแบบพร้อมใช้งานทันที โดยที่ร่างกายของทารกไม่ต้องออกแรงสร้างขึ้นมาเอง
ภูมิคุ้มกันรับมาประเภทนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเมื่อทารกคลอดออกมาสู่โลกภายนอกที่เต็มไปด้วยเชื้อโรค แอนติบอดีที่ได้รับจากแม่นี้จะคอยทำหน้าที่เป็นทหารยามปกป้องร่างกายของลูกในช่วงที่ระบบภูมิคุ้มกันของตัวเองยังทำงานได้ไม่เต็มที่
รกทำหน้าที่อย่างไรในการส่งต่อภูมิคุ้มกันนี้?
รกไม่ได้เป็นเพียงแค่ช่องทางส่งผ่านสารอาหารและออกซิเจนเท่านั้น แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมต่อระบบภูมิคุ้มกันที่สำคัญอย่างยิ่ง แอนติบอดีกลุ่มหลักที่สามารถเดินทางข้ามผ่านรกไปสู่ทารกได้มีเพียงชนิดเดียวเท่านั้น คือ อิมมูโนโกลบูลิน จี (Immunoglobulin G หรือ IgG) ซึ่งเป็นแอนติบอดีที่มีขนาดเล็กพอที่จะผ่านตัวรับเฉพาะบริเวณรกได้
กระบวนการส่งต่อนี้จะค่อยๆ เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงอายุครรภ์ประมาณ 17 สัปดาห์ และจะเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์ที่ 28 ถึง 40 ของการตั้งครรภ์ รกจะทำงานอย่างแข็งขันในการลำเลียง IgG ส่งต่อไปยังกระแสเลือดของทารกอย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้ ทารกที่คลอดครบกำหนดจึงมักจะมีระดับภูมิคุ้มกันในเลือดสูงเทียบเท่าหรือมากกว่าตัวคุณแม่เองเสียด้วยซ้ำ ในทางกลับกัน ทารกที่คลอดก่อนกำหนดมักจะพลาดโอกาสทองในการรับภูมิคุ้มกันในช่วงท้ายนี้ ทำให้มีความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ง่ายกว่าปกติ
ภูมิคุ้มกันจากแม่ ปกป้องลูกรักจากโรคอะไรได้บ้างในช่วงแรกเกิด
แอนติบอดีที่คุณแม่ส่งต่อให้ลูกนั้น จะเป็นเสมือนสมุดบันทึกประสบการณ์การเจอกับเชื้อโรคของคุณแม่เอง หากคุณแม่เคยเป็นโรคอะไร หรือเคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคใด ร่างกายของคุณแม่ก็จะมีแอนติบอดีต่อโรคนั้นๆ และส่งต่อไปให้ลูกด้วย โรคสำคัญๆ ที่เกราะป้องกันธรรมชาติต้นกำเนิดนี้สามารถช่วยปกป้องทารกได้ในช่วงแรกเกิด ได้แก่
- โรคบาดทะยัก: ป้องกันการติดเชื้อบริเวณสายสะดือของทารกแรกเกิด ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
- โรคไอกรน: โรคทางเดินหายใจที่อันตรายมากสำหรับทารกตัวเล็กๆ ที่ยังไม่ถึงเกณฑ์รับวัคซีนของตัวเอง
- ไข้หวัดใหญ่: ช่วยลดโอกาสการเจ็บป่วยรุนแรงและการต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของทารกแรกเกิด
- โรคหัดและหัดเยอรมัน: ภูมิคุ้มกันที่ได้รับจะช่วยประคับประคองลูกน้อยไปจนกว่าจะถึงวัยที่สามารถฉีดวัคซีนป้องกันได้เอง
ฉีดวัคซีนตอนตั้งครรภ์: การอัปเกรดเกราะป้องกันให้ลูกก่อนลืมตาดูโลก
เนื่องจากทารกแรกเกิดจะได้รับภูมิคุ้มกันเฉพาะโรคที่คุณแม่มีอยู่เท่านั้น วิธีที่ดีที่สุดในการเพิ่มประสิทธิภาพของเกราะป้องกันนี้คือ การอัปเกรดภูมิคุ้มกันของคุณแม่ผ่านการฉีดวัคซีนในระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญทางการแพทย์ที่อยากเน้นย้ำมาก
เมื่อคุณแม่ได้รับวัคซีน ร่างกายจะสร้างแอนติบอดีขึ้นมาในปริมาณสูง จากนั้นแอนติบอดีเหล่านี้จะถูกส่งผ่านรกไปสะสมในตัวลูกน้อย ทำให้เมื่อเขาคลอดออกมา จะมีระดับภูมิคุ้มกันต่อโรคนั้นๆ สูงพอที่จะป้องกันการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ วัคซีนหลักที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับ ได้แก่
1. วัคซีนป้องกันคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน (dTpa)
แนะนำให้ฉีดในช่วงอายุครรภ์ 27 ถึง 36 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ทุกครั้ง เพื่อให้ร่างกายแม่สร้างภูมิคุ้มกันและส่งต่อให้ลูกได้สูงสุดในช่วงก่อนคลอด ช่วยป้องกันโรคไอกรนในทารกแรกเกิดซึ่งเป็นช่วงวัยที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดและอาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นหยุดหายใจได้
2. วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่
สามารถฉีดได้ทุกช่วงอายุครรภ์เมื่อเข้าสู่ฤดูกาลระบาด นอกจากจะช่วยปกป้องคุณแม่ที่มักจะมีอาการรุนแรงหากติดเชื้อขณะตั้งครรภ์แล้ว ยังช่วยส่งต่อภูมิคุ้มกันไปปกป้องลูกน้อยในช่วง 6 เดือนแรกหลังคลอด ซึ่งเป็นช่วงที่ทารกยังไม่สามารถรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้เอง
เกราะป้องกันธรรมชาติจากแม่อยู่ได้นานแค่ไหน และต้องรับช่วงต่ออย่างไร?
แม้ว่าภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปที่ได้รับผ่านรกจะมีประสิทธิภาพสูงมากในการปกป้องทารกแรกเกิด แต่สิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ต้องตระหนักคือ ภูมิคุ้มกันประเภทนี้ไม่ได้อยู่คงทนถาวร แอนติบอดีที่ได้รับจากแม่จะค่อยๆ สลายตัวไปตามกาลเวลา โดยปกติแล้วระดับภูมิคุ้มกันจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงอายุ 2 ถึง 6 เดือนแรกหลังคลอด
ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างในระบบป้องกันร่างกายของลูกน้อย การรับช่วงต่อด้วยการพาเจ้าตัวเล็กไปรับวัคซีนตามเกณฑ์ที่กุมารแพทย์นัดหมายตั้งแต่ช่วงอายุ 2 เดือนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายของทารกเริ่มสร้างภูมิคุ้มกันของตัวเองขึ้นมาทดแทนภูมิคุ้มกันจากแม่ที่กำลังจะหมดไป
การเข้าใจการทำงานของร่างกายและใช้ประโยชน์จากกลไกธรรมชาติร่วมกับการดูแลทางการแพทย์ที่เหมาะสม จะช่วยให้คุณแม่สามารถส่งต่อสุขภาพที่ดีและเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดให้แก่ลูกรัก เพื่อให้เขาได้เติบโตและเรียนรู้โลกกว้างได้อย่างปลอดภัยในทุกย่างก้าว