เวลาที่ตรวจพบว่าเป็นโรคหืด หลายคนมักจะตกใจและกังวลเมื่อได้ยินคำว่าสเตียรอยด์ เพราะภาพจำเดิมๆ มักผูกติดกับผลข้างเคียงของยากินหรือยาฉีด เช่น ตัวบวม น้ำหนักขึ้น หรือภูมิต้านทานต่ำลง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การรักษาโรคหืดในปัจจุบันมีความก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะการพ่นยาสเตียรอยด์ชนิดสูดเพื่อควบคุมอาการอักเสบเรื้อรังในหลอดลม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาในระยะยาวที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงที่สุดในทางการแพทย์
ทำไมโรคหืดถึงต้องใช้ยาพ่นสเตียรอยด์ ไม่ใช่แค่ยาขยายหลอดลมเวลาฉุกเฉิน?
หลายคนเข้าใจผิดว่า เมื่อมีอาการแน่นหน้าอก หายใจมีเสียงวี๊ดค่อยหยิบยาพ่นขึ้นมาใช้ก็พอ แต่จริงๆ แล้ว อาการเหล่านั้นเป็นเพียงปลายเหตุที่เกิดจากหลอดลมตีบเกร็ง สาเหตุที่แท้จริงคือ การอักเสบเรื้อรัง ที่ซ่อนอยู่ภายในผนังหลอดลมตลอดเวลา แม้ในวันที่รู้สึกปกติไม่มีอาการก็ตาม
หากเปรียบหลอดลมเหมือนท่อประปาที่กำลังขึ้นสนิมและผุกร่อน การใช้ยาขยายหลอดลมก็เหมือนการพยายามดึงท่อให้กว้างขึ้นชั่วคราวเพื่อให้รีบใช้น้ำได้ แต่ไม่ได้แก้ปัญหาเนื้อเยื่อที่อักเสบอยู่ข้างใน การใช้การพ่นยาสเตียรอยด์ชนิดสูดเพื่อลดการอักเสบและบวมของเยื่อบุหลอดลมตั้งแต่ต้นทาง จึงช่วยให้หลอดลมกลับมามีความไวต่อสิ่งกระตุ้นลดลง อาการกำเริบจึงเกิดน้อยลงตามไปด้วย
ไขข้อข้องใจเรื่องยาพ่นสเตียรอยด์สะสมในร่างกายและอันตรายจริงหรือ?
ความกังวลเรื่องยาตกค้างในร่างกายเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยที่สุดในห้องตรวจ หมอต้องอธิบายให้คนไข้ฟังเสมอว่า ยาพ่นสเตียรอยด์ชนิดสูดนั้น ออกแบบมาให้เดินทางเข้าไปออกฤทธิ์เฉพาะที่บริเวณเนื้อเยื่อหลอดลมโดยตรง ปริมาณยาที่เข้าสู่กระแสเลือดจึงน้อยมากๆ น้อยกว่าการกินยาหรือฉีดยาแบบเทียบกันไม่ได้เลย
เมื่อยาออกฤทธิ์ตรงจุด ปริมาณยาน้อย จึงลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงทั่วร่างกายได้อย่างมหาศาล ข้อควรระวังเล็กน้อยเพียงอย่างเดียวคือ ตัวยาอาจหลงเหลืออยู่ในช่องปากและลำคอ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการเสียงแหบ หรือเป็นเชื้อราในปากได้ ดังนั้น วิธีป้องกันที่ง่ายและได้ผลที่สุดคือ การบ้วนปากและกลั้วคอด้วยน้ำสะอาด พร้อมทั้งบ้วนทิ้งทุกครั้งหลังพ่นยาเสร็จ เพียงเท่านี้ก็ลดปัญหาเรื่องผลข้างเคียงในช่องปากไปได้เกือบหมด
เทคนิคการพ่นยาที่หลายคนทำผิด ทำให้ยาไม่เข้าปอด
ต่อให้เป็นยาที่ดีราคาแพงแค่ไหน แต่ถ้าเทคนิคการสูดพ่นไม่ถูกต้อง ยาก็จะไปติดอยู่แค่ที่ลิ้นหรือลำคอ ไม่ยอมเดินทางลงไปถึงหลอดลมฝอยส่วนปลาย ผลลัพธ์ของการรักษาจึงไม่ดีเท่าที่ควร ขั้นตอนพื้นฐานที่ถูกต้องมีดังนี้
- เตรียมยาให้พร้อม: เขย่าหลอดพ่นยาให้เข้ากันหากเป็นชนิด MDI (Metered Dose Inhaler) และตั้งท่าให้ถูกต้อง
- หายใจออกให้สุด: เป่าลมหายใจออกจากปอดให้หมด เพื่อเตรียมพื้นที่รับยาใหม่
- อมและปิดปากให้สนิท: เม้มริมฝีปากรอบปากกระบอกพ่นให้แน่น อย่าให้มีลมรั่วออกทางมุมปาก
- กดและสูดพร้อมกัน: กดตัวยาหนึ่งครั้งในจังหวะที่เริ่มหายใจเข้าช้าๆ และลึกๆ ทางปาก
- กลั้นหายใจนับในใจ: เอาปากกระบอกออกแล้วกลั้นหายใจไว้ประมาณ 10 วินาที หรือนานเท่าที่จะทำไหว เพื่อให้ละอองยาทิ้งตัวลงเกาะที่ผนังหลอดลม
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าโรคหืดเริ่มกลับมาควบคุมไม่ได้แล้ว?
การใช้ยาพ่นควบคุมระยะยาวไม่ได้หมายความว่าจะต้องใช้ไปตลอดชีวิตโดยไม่มีการปรับลด เมื่ออาการสงบลงและหลอดลมกลับมาปกติในระยะเวลาหนึ่ง แพทย์อาจพิจารณาปรับลดขนาดยลง แต่ในทางกลับกัน หากมีสัญญาณเหล่านี้เกิดขึ้น แปลว่าโรคหืดเริ่มกำเริบและควรกลับมาพบแพทย์เพื่อประเมินการรักษาใหม่
- ต้องตื่นกลางดึกเพราะอาการไอ แน่นหน้าอก หรือหายใจไม่ออกบ่อยขึ้น
- มีความจำเป็นต้องใช้ยาพ่นขยายหลอดลมฉุกเฉินถี่ขึ้น มากกว่าสองครั้งต่อสัปดาห์
- สมรรถภาพปอดลดลง เป่าลมได้ไม่แรงเท่าเดิมเมื่อวัดด้วยเครื่อง PEF (Peak Flow Meter)
- อาการกำเริบชัดเจนเมื่อเจอฝุ่น ควัน หรืออากาศเปลี่ยน
การดูแลรักษาโรคหืดต้องอาศัยความร่วมมือกันระหว่างแพทย์และตัวคนไข้เอง การเข้าใจกลไกและยอมรับการพ่นยาสเตียรอยด์ชนิดสูดเพื่อควบคุมโรคในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ใช้ชีวิตประจำวัน ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมที่รักได้อย่างสบายใจไร้กังวล โดยไม่มีอาการหอบเหนื่อยมากวนใจอีกต่อไป