เวลาที่หมอวินิจฉัยเด็กสักคนว่าเป็นโรคสมาธิสั้น คุณพ่อคุณแม่หลายคนมักจะคิดว่าปัญหาน่าจะจบลงแค่การฝึกสมาธิ การปรับพฤติกรรม หรือการกินยาตามที่หมอแนะนำ แต่ในความเป็นจริงแล้ว จากประสบการณ์หน้าห้องตรวจ หมอพบว่าเด็กที่เป็นสมาธิสั้นส่วนใหญ่มักไม่ได้มาด้วยอาการซุกซนหรือใจลอยเพียงอย่างเดียว แต่พวกเขามักจะมีภาวะอื่นพ่วงติดมาด้วยเสมอ ซึ่งในทางการแพทย์เราเรียกว่า ภาวะสมาธิสั้นที่อาจเกิดร่วมด้วย
การที่โรคสมาธิสั้นชอบจูงมือโรคอื่นๆ มาด้วยนี่เอง ที่ทำให้บางครั้งการรักษาด้วยวิธีเดิมๆ อาจจะยังไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร เพราะตัวโรคร่วมเหล่านี้เปรียบเสมือนหมอกควันหนาทึบที่ยิ่งทำให้ตัวโรคสมาธิสั้นมองเห็นยากและจัดการได้ยากขึ้นไปอีก
ทำไมโรคสมาธิสั้นถึงชอบมีเพื่อนบ้านพ่วงมาด้วยเสมอ?
ในมุมมองของกุมารแพทย์และจิตแพทย์เด็ก สมองของเด็กสมาธิสั้นมีการทำงานและการหลั่งสารสื่อประสาทที่แตกต่างจากเด็กทั่วไป เมื่อระบบการจัดการอารมณ์ การยับยั้งชั่งใจ และการประมวลผลข้อมูลของสมองทำงานไม่สมบูรณ์ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่วงจรการทำงานอื่นๆ จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย เปรียบเสมือนบ้านหลังหนึ่งที่ระบบไฟหลักมีปัญหา ก็มักจะทำให้หลอดไฟในห้องอื่นๆ กระพริบตามไปด้วยนั่นเอง
การรู้เท่าทันว่ามีอะไรแอบแฝงอยู่ จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เลิกโทษตัวเอง เลิกคิดว่าลูกดื้อ และเข้าใจว่าทำไมลูกถึงควบคุมตัวเองไม่ได้จริงๆ
กลุ่มอาการและโรคฮิตที่ชอบแอบมาพร้อมกับสมาธิสั้น
มาดูกกันว่า โรคหรือภาวะอะไรบ้างที่หมอมักจะตรวจพบบ่อยว่ามาพร้อมกับสมาธิสั้น:
- ปัญหาการเรียนรู้บกพร่อง หรือโรคแอลดี (LD): เด็กหลายคนฉลาดและเข้าใจเรื่องที่สอน แต่พอให้เขียน อ่าน หรือคำนวณ กลับทำไม่ได้ตามศักยภาพ จนถูกมองว่าขี้เกียจ ทั้งที่จริงสมองส่วนประมวลผลภาษาหรือตัวเลขมีปัญหาเฉพาะจุด
- ความบกพร่องทางทักษะการเคลื่อนไหว (Dyspraxia): ลูกอาจจะดูซุ่มซ่าม ทำของหล่นบ่อย เขียนหนังสือไม่สวย เดินชนโน่นชนนี่บ่อยๆ ซึ่งเกิดจากการทำงานประสานกันระหว่างสมองและกล้ามเนื้อไม่ค่อยดี
- ความผิดปกติทางอารมณ์และความวิตกกังวล: เด็กสมาธิสั้นต้องเผชิญกับคำต่อว่าและแรงกดดันมาทั้งวัน จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะสะสมความเครียด จนกลายเป็นโรคซึมเศร้า วิตกกังวล หรือมีความกลัวในเรื่องต่างๆ มากกว่าเด็กทั่วไป
- โรคอารมณ์สองขั้วในเด็ก (Bipolar): บางครั้งอาการอารมณ์แปรปรวน รุนแรง หงุดหงิดง่ายจนควบคุมตัวเองไม่ได้ ก็อาจมีความซ้อนทับกันระหว่างสมาธิสั้นกับอารมณ์สองขั้ว
อาการแบบไหนที่ฟ้องว่าลูกอาจกำลังเผชิญกับภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้?
ถ้าคุณพ่อคุณแม่สังเกตว่าลูกกินยาปรับสมาธิแล้ว หรือพาไปฝึกปรับพฤติกรรมแล้ว แต่อาการบางอย่างก็ยังดูแย่ลง หรือมีปัญหาใหม่ๆ งอกขึ้นมา เช่น จากเดิมที่แค่ซน กลายเป็นเด็กซึมเศร้า ร้องไห้ง่าย ไม่อยากไปโรงเรียน หรือมีความก้าวร้าวรุนแรงผิดปกติ นั่นคือสัญญาณเตือนภัยที่บอกว่าเราอาจจะต้องมองหาภาวะที่ซ่อนอยู่เหล่านี้ร่วมด้วยแล้วล่ะครับ
วิธีดูแลเมื่อลูกมีมากกว่าแค่สมาธิสั้น
เมื่อตรวจพบว่ามีภาวะสมาธิสั้นที่อาจเกิดร่วมด้วย แผนการรักษาของหมอจะไม่มองแค่เรื่องสมาธิอีกต่อไป แต่จะเป็นการดูแลแบบองค์รวมที่ปรับให้เข้ากับเด็กแต่ละคน:
- การวินิจฉัยที่แยกแยะให้ชัดเจน: หมอต้องตรวจประเมินอย่างละเอียดเพื่อดูว่าอาการไหนเกิดจากสมาธิสั้น อาการไหนเกิดจากโรคอื่น เพื่อจะได้รักษาให้ถูกจุด
- การบำบัดรักษาที่หลากหลาย: นอกจากการใช้ยาแล้ว อาจต้องทำกิจกรรมบำบัด (Occupational Therapy) เพื่อช่วยเรื่องกล้ามเนื้อและการรับความรู้สึก หรือการทำจิตบำบัดเพื่อจัดการกับความวิตกกังวล
- ความเข้าใจจากคนรอบข้าง: โรงเรียนและครอบครัวต้องจูนความเข้าใจใหม่ว่า เด็กไม่ได้ตั้งใจจะดื้อ แต่สมองเขามีความซับซ้อนมากกว่านั้น การให้กำลังใจและการตั้งกติกาที่ชัดเจนและเข้าใจง่ายจะช่วยประคับประคองเขาได้ดีที่สุด
ท้ายที่สุดแล้ว การที่ลูกมีภาวะสมาธิสั้นที่อาจเกิดร่วมด้วย ไม่ได้แปลว่าชีวิตเขาจะหมดหนทางนะครับ เด็กๆ หลายคนสามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีและประสบความสำเร็จได้ ขอเพียงแค่เรามองให้ทะลุอาการผิวเผิน เข้าใจตัวตนข้างใน และพาเขาไปรับการดูแลรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ ครับ