หลายคนเวลาหัวโน หัวโขก หรืออุบัติเหตุทางรถมอเตอร์ไซค์แล้วไม่สวมหมวกกันน็อค พอลุกขึ้นมาได้ เดินได้ปกติ ก็มักจะคิดว่าตัวเองไม่เป็นอะไรมาก แค่ประคบเย็นแล้วนอนพักก็หาย แต่ในฐานะหมอ อยากบอกว่าอุบัติเหตุที่ศีรษะเป็นเรื่องที่วางใจไม่ได้เลยครับ เพราะบางทีปัญหาใหญ่มันไม่ได้ซ่อนอยู่ภายนอกที่แผลแตก แต่ซ่อนอยู่ข้างในกะโหลกศีรษะต่างหาก
วันนี้เรามาคุยกันถึงเรื่องภาวะเลือดคั่งในสมองจากการบาดเจ็บกันแบบเข้าใจง่ายๆ ว่ามันคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และทำไมอาการบางอย่างถึงอันตรายถึงชีวิตได้แม้จะผ่านมาหลายวันแล้วก็ตาม
หัวกระแทกแรงๆ แล้วเกิดอะไรขึ้นข้างในกะโหลกศีรษะ?
สมองของเราถูกห่อหุ้มด้วยกระโหลกแข็งๆ และมีน้ำหล่อเลี้ยงรวมถึงเยื่อหุ้มสมองคอยรองรับแรงกระแทกอยู่ แต่เวลาที่เกิดอุบัติเหตุไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุรถชน หกล้มหัวฟาดพื้น หรือโดนกระแทกอย่างแรง สมองที่นิ่มเหมือนเต้าหู้จะเหวี่ยงไปกระแทกกับผนังกระโหลกด้านในอย่างรุนแรง
แรงกระแทกนี้ทำให้หลอดเลือดในสมองหรือเยื่อหุ้มสมองฉีกขาด เลือดที่ควรจะไหลเวียนอยู่ข้างในกลับไหลออกมาขังรวมกันเป็นก้อนเลือดในพื้นที่จำกัด เมื่อมีเลือดออกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่กะโหลกศีรษะขยายไม่ได้ เจ้าก้อนเลือดนี้จึงไปเบียดเนื้อสมองส่วนสำคัญ ทำให้แรงดันในหัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สมองขาดออกซิเจน และส่งผลให้การทำงานของร่างกายรวนไปหมด
รู้จักหน้าตาของเลือดคั่งในสมองแต่ละแบบ
เวลาแพทย์พูดถึงภาวะเลือดคั่งในสมองจากการบาดเจ็บ เราไม่ได้มองเป็นก้อนเลือดก้อนเดียวครับ แต่มันแบ่งออกเป็นชนิดหลักๆ ตามตำแหน่งที่เลือดออก ซึ่งมีพฤติกรรมและอันตรายที่แตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน
เลือดออกเหนือเยื่อหุ้มสมอง: หลับไปแล้วตื่นมาทรุดฮวบ
ประเภทนี้มักเกิดจากการกระแทกที่ขมับ ทำให้เส้นเลือดแดงใหญ่แตก เลือดจะออกค่อนข้างเร็ว ลักษณะเด่นคือ หลังอุบัติเหตุคนไข้ใหม่อาจจะแค่สบัดหัว มึนๆ หรือหมดสติไปแป๊บเดียวแล้วฟื้นขึ้นมา ดูเหมือนปกติทุกอย่าง (ช่วงนี้เรียกว่า Lucid Interval) จนคนรอบข้างวางใจ แต่ผ่านไปสักพัก 2-3 ชั่วโมงหรือเร็วกว่านั้น เลือดที่สะสมจะเริ่มดันสมองมากขึ้นเรื่อยๆ คราวนี้จะซึมลง อาเจียนพุ่ง อ่อนแรง และทรุดลงอย่างรวดเร็ว
เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง: ระเบิดเวลาที่ซ่อนอยู่หลายวัน
แบบนี้มักเกิดจากเส้นเลือดดำฉีกขาด เลือดจะซึมออกมาช้าๆ อาการอาจจะไม่แสดงทันทีในวันแรก แต่จะค่อยๆ ปวดหัว ซึมลง หรือพฤติกรรมเปลี่ยนไปทีละน้อยในเวลาหลายวัน หรือเป็นสัปดาห์ มักพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ แม้จะแค่หัวกระแทกเบาๆ ตอนล้มในห้องน้ำก็ตาม
สัญญาณเตือนภัยแบบไหนที่แปลว่าอันตรายและต้องไปหาหมอทันที?
คนไข้หลายคนชอบถามว่า แค่ไหนถึงเรียกว่าต้องไปโรงพยาบาล ถ้ามีอาการเหล่านี้หลังหัวกระแทก ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาดครับ ต้องรีบไปห้องฉุกเฉินทันที
- ปวดศีรษะรุนแรงมาก ชนิดที่ไม่เคยเป็นมาก่อนและกินยาแก้ปวดก็ไม่หาย
- อาเจียนพุ่ง โดยไม่มีอาการคลื่นไส้มาก่อน อาเจียนหลายครั้งติดต่อกัน
- ซึมลงปลุกไม่ค่อยตื่น ง่วงนอนผิดเวลา พูดจาไม่รู้เรื่อง สับสนจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
- แขนขาอ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง เดินเซทรงตัวไม่อยู่ แรงลดลงอย่างเห็นได้ชัด
- ชักเกร็ง หรือหมดสติไปเลย
- รูม่านตาขยายไม่เท่ากัน หรือมองเห็นภาพซ้อน ภาพเบลอ
คุณหมอตรวจวินิจฉัยอย่างไรเมื่อมาถึงโรงพยาบาล?
เมื่อมาถึงมือแพทย์ หากมีประวัติการบาดเจ็บที่ศีรษะและมีอาการเข้าข่าย เราจะไม่รอให้เดาอาการครับ เครื่องมือสำคัญที่สุดคือการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan) ซึ่งใช้เวลาไม่นานแต่ให้ภาพที่ชัดเจนมากว่า มีเลือดออกตรงไหน ก้อนเลือดใหญ่แค่ไหน และกดเบียดเนื้อสมองมากน้อยเพียงใด ซึ่งผลตรวจนี้จะช่วยให้ทีมแพทย์ตัดสินใจได้ทันทีว่า จะต้องดูแลรักษาด้วยยาอย่างใกล้ชิดในหอผู้ป่วยวิกฤต หรือต้องรีบพาเข้าห้องผ่าตัดเพื่อเจาะกะโหลกเปิดระบายเลือดออกทันที
อุบัติเหตุที่หัวเป็นเรื่องที่ไม่ควรเสี่ยงครับ หากคุณหรือคนใกล้ชิดเพิ่งประสบอุบัติเหตุทางศีรษะมา ต่อให้รู้สึกว่าปกติแค่นไหน ก็ควรมีคนคอยเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดอย่างน้อย 24 ถึง 48 ชั่วโมงแรก และถ้ามีอาการผิดปกติแม้แต่น้อย รีบมาพบแพทย์ให้เร็วที่สุดคือความปลอดภัยที่ดีที่สุดครับ