ลูกบ้านนี้เหวี่ยงวายเก่งเหลือเกิน เป็นแค่นิสัยเอาแต่ใจหรือมีอะไรมากกว่านั้น
เวลาพาเด็กๆ มาตรวจที่คลินิก คุณพ่อคุณแม่หลายท่านมักจะมานั่งถอนหายใจพร้อมกับเลު่าเรื่องราวความปวดหัวที่บ้านให้ฟัง ลูกชายวัยเจ็ดขวบโกรธจนปาของเล่นกระจายเพราะต่อเลโก้ไม่สำเร็จ หรือลูกสาววัยสิบขวบกรีดร้องลั่นบ้านเพียงเพราะไม่ได้กินขนมตามที่ขอ หลายคนอาจมองว่าเป็นช่วงวัยต่อต้านหรือเด็กแค่เอาแต่ใจ แต่ในมุมมองของหมอ ถ้าพฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อย รุนแรงเกินวัย และกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน มันอาจไม่ใช่แค่เรื่องนิสัย แต่อาจเป็นสัญญาณของความบกพร่องในการควบคุมอารมณ์ในเด็กที่เราต้องหันมาทำความเข้าใจอย่างจริงจัง
เด็กปกติกับเด็กที่มีปัญหาควบคุมอารมณ์ ต่างกันตรงไหน
เด็กทุกคนบนโลกใบนี้ย่อมมีมุมที่โมโห งอแง หรือควบคุมตัวเองไม่ได้เป็นธรรมดาตามพัฒนาการทางสมอง แต่ความต่างที่หมอมักจะสังเกตเห็นและใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินมีอยู่ไม่กี่ข้อหลักๆ ครับ
- ความถี่และความรุนแรง: เด็กทั่วไปโกรธแล้วหาย ความบกพร่องในการควบคุมอารมณ์ใน เด็กกลุ่มนี้จะโกรธนาน รุนแรง และกินเวลานานกว่าปกติมาก
- การกลับคืนสู่สภาวะปกติ: เด็กปกติสามารถสงบลงได้เมื่อมีคนปลอบหรือเบี่ยงเบนความสนใจ แต่เด็กที่มีปัญหาทางด้านนี้ สมองส่วนอารมณ์จะทำงานค้างเติ่งจนไม่สามารถรับฟังเหตุผลใดๆ ได้เลยในช่วงเวลานั้น
- ผลกระทบต่อรอบตัว: เริ่มมีปัญหาเข้ากับเพื่อนไม่ได้ คุณครูที่โรงเรียนเริ่มเรียกพบ หรือบรรยากาศในครอบครัวตึงเครียดอยู่ตลอดเวลา
เช็กสัญญาณเตือน พฤติกรรมแบบไหนที่บอกว่าลูกกำลังเหนื่อยกับอารมณ์ตัวเอง
เบื้องหลังการระเบิดอารมณ์ที่ดูเหมือนเด็กดื้อ แท้จริงแล้วพวกเขาคือเด็กที่กำลังทรมานและควบคุมตัวเองไม่ได้ ลองสังเกตลูกๆ ของเราดูครับว่ามีพฤติกรรมเหล่านี้บ่อยแค่ไหน
- ระเบิดอารมณ์โกรธ ร้องกรี๊ด หรือทำลายข้าวของอย่างไร้เหตุผลเมื่อไม่ได้ดั่งใจ
- อารมณ์เปลี่ยนแปลงฉับพลัน เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายจนคนรอบข้างตามไม่ทัน
- หงุดหงิดง่าย อดทนรอคอยอะไรไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว
- มักโทษสิ่งรอบตัวเมื่อเกิดความผิดพลาด และไม่ยอมรับฟังคำตักเตือน
ทำไมสมองของเด็กบางคนถึงยากที่จะเบรกอารมณ์ตัวเอง
ในทางการแพทย์ สมองส่วนหน้าที่มีหน้าที่เหมือนเบรกคอยควบคุมสติและอารมณ์ของเด็กกลุ่มนี้ จะมีการพัฒนาหรือการทำงานที่ล่าช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน เมื่อเจอเรื่องมากระตุ้น สมองส่วนสัญชาตญาณและความโกรธจึงทำงานพุ่งพล่านทันทีโดยไม่มีตัวช่วยดึงสติ นอกจากนี้ปัจจัยทางพันธุกรรม สารเคมีในสมอง หรือแม้แต่สภาพแวดล้อมความเครียดสะสมในครอบครัว ก็มีส่วนทำให้เด็กสูญเสียความสามารถในการจัดการอารมณ์ได้ง่ายขึ้นเช่นกัน
วิธีช่วยเหลือและปรับพฤติกรรม เมื่อลูกควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ค่อยได้
การปรับพฤติกรรมเด็กที่มีปัญหาเรื่องอารมณ์ต้องอาศัยความเข้าใจและความอดทนสูงมากจากคนในบ้าน หมอแนะนำแนวทางปฏิบัติเบื้องต้นที่ครอบครัวสามารถนำไปลองปรับใช้ดูครับ
- ตั้งสติและอย่าใช้อารมณ์เข้าสู้: เมื่อลูกสติหลุด พ่อแม่ต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย ห้ามตะคอกหรือใช้ความรุนแรงเด็ดขาด เพราะจะยิ่งเติมเชื้อไฟให้สมองเด็กพุ่งพล่านหนักขึ้นไปอีก
- สร้างมุมสงบไว้พักใจ: จัดเตรียมพื้นที่ปลอดภัยในบ้านให้ลูกได้ไปสงบสติอารมณ์เวลาที่โกรธจัด โดยไม่ใช่การทำโทษ แต่ให้เป็นมุมพักสมองจนกว่าจะหายโกรธ
- สอนชื่อเรียกอารมณ์: ช่วยเด็กสะท้อนความรู้สึกออกมาเป็นคำพูด เช่น ตอนนี้ลูกกำลังโมโหใช่ไหม แทนที่จะปล่อยให้แสดงออกด้วยการทุบตีข้าวของ
- ชมเชยเมื่อทำได้ดี: ทุกครั้งที่ลูกสามารถอดกลั้นหรือใช้วิธีพูดคุยแทนการอาละวาด ให้รีบกล่าวชมเชยทันที เพื่อเสริมแรงบวกให้สมองจดจำพฤติกรรมที่ดี
เมื่อไหร่ที่คุณพ่อคุณแม่ควรพาเด็กไปปรึกษาจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
หากลองปรับการเลี้ยงดูแล้ว อาการของลูกยังไม่ดีขึ้น หรือความรุนแรงเริ่มส่งผลกระทบต่อการเรียน การเข้าสังคม และความปลอดภัยของตัวเด็กเอง การพามาพบผู้เชี่ยวชาญถือเป็นทางเลือกที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุดครับ คุณหมอจะทำการประเมินอย่างละเอียด บางครั้งอาจต้องมีการบำบัดพฤติกรรม หรือใช้ยาควบคู่ไปด้วยในรายที่มีโรคทางจิตเวชเด็กอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น โรคสมาธิสั้น หรือโรคอารมณ์แปรปรวน เพื่อให้เด็กได้กลับมามีความสุขและใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่นอีกครั้ง