ทำไมหมอถึงต้องคิดหนักทุกครั้งก่อนสั่งเติมเลือดให้คนไข้
เวลาที่เราได้ยินว่าคนไข้เสียเลือดมากแล้วต้องเติมเลือด หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องง่ายเหมือนการเติมน้ำมันรถยนต์ เลือดหมดก็แค่ใส่เพิ่มเข้าไปให้เต็มถัง แต่ในมุมมองของแพทย์แล้ว การให้เลือดหรือส่วนประกอบของเลือดแต่ละถุงเทียบเท่ากับการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อชนิดหนึ่งเลยทีเดียวครับ เพราะในเลือดของเราไม่ได้มีแค่น้ำ แต่มีเซลล์เม็ดเลือดและภูมิคุ้มกันที่ซับซ้อนมาก การเติมเลือดจึงมีทั้งข้อดีที่ช่วยชีวิต และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ถ้าใช้ไม่ระวัง
หมอจึงต้องมี เกณฑ์การพิจารณาให้เลือดและส่วนประกอบ ที่รัดกุม เพื่อให้มั่นใจว่าคนไข้จะได้รับประโยชน์สูงสุดจริงๆ และมีความปลอดภัยมากที่สุดในระหว่างและหลังการรักษา
เลือดหนึ่งถุงมีอะไรบ้าง และเราเลือกให้เฉพาะส่วนที่ขาดอย่างไร
สมัยก่อนเวลาให้เลือด เราจะให้เลือดสดทั้งถุง แต่การแพทย์ปัจจุบันก้าวหน้าไปมาก เราสามารถปั่นแยกเลือดออกเป็นส่วนย่อยๆ เพื่อให้เหมาะกับปัญหาเฉพาะจุดของคนไข้แต่ละคน เปรียบเสมือนการซ่อมแซมบ้านที่ถ้าหลังคารั่ว เราก็ซ่อมแค่หลังคา ไม่จำเป็นต้องรื้อสร้างบ้านใหม่ทั้งหมดครับ
เม็ดเลือดแดงเข้มข้น ตัวช่วยเพิ่มออกซิเจนเวลาซีดหนัก
ส่วนนี้เราจะให้เมื่อคนไข้มีภาวะซีดหรือโลหิตจางรุนแรง จนร่างกายไม่สามารถส่งออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญได้เพียงพอ เช่น คนไข้ที่เสียเลือดจากอุบัติเหตุผ่าตัดใหญ่ หรือคนไข้โรคไตเรื้อรังที่มีภาวะซีดเรื้อรังจนเหนื่อยหอบง่าย ตัวชี้วัดสำคัญมักดูจากระดับความเข้มข้นของเลือดหรือค่าฮีโมโกลบินที่ลดต่ำลงจนถึงจุดที่ร่างกายเริ่มรับไม่ไหว
เกล็ดเลือด ตัวอุดรอยรั่วเมื่อร่างกายเสี่ยงเลือดออกไม่หยุด
หากคนไข้มีเกล็ดเลือดต่ำมากๆ จนเสี่ยงต่อการมีเลือดออกเอง เช่น เป็นโรคไข้เลือดออกขั้นวิกฤต หรือคนไข้ที่กำลังให้เคมีบำบัดแล้วเกล็ดเลือดตก เราจะพิจารณาให้เกล็ดเลือดเสริมเข้าไป เพื่อช่วยทำหน้าที่อุดรอยแผลตามผนังหลอดเลือดและป้องกันภาวะเลือดออกในอวัยวะสำคัญ
พลาสมาและส่วนประกอบอื่นๆ สำหรับคนไข้ที่มีปัญหาการแข็งตัวของเลือด
พลาสมาหรือน้ำเหลืองใสๆ นี้ เต็มไปด้วยโปรตุกีสและปัจจัยการแข็งตัวของเลือด หมอจะใช้ในกรณีที่คนไข้เสียเลือดมากจนสารช่วยแข็งตัวของเลือดในร่างกายหมดเกลี้ยง หรือคนที่ได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือดเกินขนาดจนเกิดภาวะเลือดออกผิดปกติ
ตัวเลขและอาการแบบไหน ที่ทำให้หมอตัดสินใจว่าต้องให้เลือดเดี๋ยวนี้
ในการตัดสินใจแต่ละครั้ง หมอไม่ได้มองแค่ตัวเลขผลตรวจทางห้องปฏิบัติการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องประเมินอาการทางคลินิกของคนไข้ร่วมด้วยเสมอ
- ดูอาการทางกายภาพ: คนไข้มีอาการหน้ามืด ใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือความดันโลหิตตกจนช็อกหรือยัง
- ประเมินความเร็วของการเสียเลือด: ถ้าเสียเลือดช้าๆ ร่างกายอาจจะพอปรับตัวได้ แต่ถ้าเลือดออกเร็วและปริมาณมากในเวลาอัน kısa ก็ต้องรีบเติมชดเชยทันทีเพื่อป้องกันอวัยวะล้มเหลว
- โรคประจำตัวของคนไข้: คนไข้สูงอายุหรือมีโรคหัวใจและหลอดเลือด จะมีความเปราะบางต่อภาวะซีดมากกว่าคนหนุ่มสาว ดังนั้นเกณฑ์การให้เลือดอาจจะต้องเร็วกว่าปกติเพื่อไม่ให้หัวใจทำงานหนักเกินไป
ความเสี่ยงที่ต้องชั่งน้ำหนักก่อนตัดสินใจเติมเลือด
แม้เลือดสำรองในคลังจะช่วยชีวิตคนได้มากมาย แต่ทุกครั้งที่มีการรับเลือด คนไข้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงบางประการ เช่น ปฏิกิริยาแพ้ระคายเคือง ไข้ขึ้นหนาวสั่น ผื่นขึ้น หรือในกรณีที่หายากจริงๆ ก็อาจมีความเสี่ยงเรื่องการติดเชื้อที่ปะปนมากับเลือด แม้ระบบคัดกรองของสภากาชาดไทยจะเข้มงวดมากแล้วก็ตาม นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหมอถึงเลือกให้เลือดเฉพาะเมื่อมีความจำเป็นจริงๆ เท่านั้น และพยายามหลีกเลี่ยงการให้พร่ำเพรื่อ
ความตั้งใจจริงจากห้องตรวจ
การดูแลรักษาด้วยการให้เลือดหรือส่วนประกอบของเลือด เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความร่วมมือหลายฝ่าย ตั้งแต่ผู้บริจาคโลหิตด้วยความเสียสละ เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการที่ตรวจคัดกรองอย่างละเอียด ไปจนถึงแพทย์และพยาบาลที่ดูแลข้างเตียง เพื่อให้มั่นใจว่าเลือดทุกหยดที่ส่งต่อไปยังคนไข้มีความปลอดภัยสูงสุดและสร้างประโยชน์ในการรักษาชีวิตได้อย่างแท้จริงครับ