เวลาที่คนไข้เสียเลือดมากๆ จากอุบัติเหตุ ผ่าตัดใหญ่ หรือเจ็บป่วยด้วยโรคบางอย่างจนซีดเซียว อ่อนเพลีย สิ่งที่ญาติมักจะได้ยินคุณหมอพูดบ่อยๆ คือ เตรียมตัวหาเลือดหรือเกร็ดเลือดมาเสริม แต่ในมุมมองของแพทย์ การให้เลือดไม่ใช่เรื่องที่จะนึกอยากให้ก็ให้ได้ทันทีครับ เพราะเลือดทุกถุงมีคุณค่าและมีความเสี่ยงในตัวของมันเอง
ในบทความนี้ ผมอยากชวนทุกท่านมาทำความเข้าใจเบื้องหลังการตัดสินใจของแพทย์ ว่าเราใช้เกณฑ์การพิจารณาให้เลือดและส่วนประกอบของเลือดกันอย่างไร ทำไมบางคนหมอให้แค่เม็ดเลือดแดง บางคนได้แค่เกร็ดเลือด หรือบางคนได้น้ำเหลือง เพื่อให้เข้าใจตรงกันและคลายความกังวลเวลาที่ต้องรับการรักษาครับ
ไม่ใช่แค่เรื่องปริมาณเลือดที่เสียไป แต่ดูอาการคนไข้เป็นหลัก
สมัยก่อนคนอาจจะคิดว่า เสียเลือดเท่านี้ CC ต้องเติมกลับเข้าไปเท่านั้น CC แต่ในทางการแพทย์ยุคปัจจุบัน เราไม่ได้มองแค่ตัวเลขปริมาณเลือดที่หายไปอย่างเดียวครับ เราดูสภาวะความพร้อมของร่างกายคนไข้เป็นหลักสำคัญที่สุด
สมมติว่าคนไข้แข็งแรงดี เสียเลือดไประดับหนึ่ง ร่างกายอาจจะยังพอปรับตัวได้ แต่ถ้าเป็นผู้สูงอายุ หรือคนที่มีโรคประจำตัวอย่างโรคหัวใจ แม้จะเสียเลือดในปริมาณที่ไม่เท่ากัน ร่างกายก็อาจจะรับไม่ไหวและแสดงอาการหน้ามืด ใจสั่น หรือเหนื่อยหอบเร็วกว่าคนทั่วไป ตรงนี้แหละครับที่เป็นจุดตัดสินว่าเราต้องรีบเติมเลือดให้ทันที
เกณฑ์การเติมเม็ดเลือดแดง: เมื่อไหร่ที่ร่างกายเริ่มขาดออกซิเจน
เม็ดเลือดแดงทำหน้าที่เหมือนคนส่งของ คอยแบกออกซิเจนจากปอดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ถ้าเม็ดเลือดแดงลดต่ำลงมากๆ ร่างกายก็จะเริ่มขาดออกซิเจน ทำให้เหนื่อยง่าย หน้ามืด หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดให้เร็วขึ้น
โดยทั่วไปแล้ว คุณหมอจะมีเกณฑ์จากผลตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด หรือที่เรียกว่าค่าฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) มาประกอบการตัดสินใจ ดังนี้ครับ
- ระดับความเข้มข้นต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานมาก: เช่น ต่ำกว่า 7 ถึง 8 กรัมต่อเดซิลิตร แม้จะยังไม่มีอาการชัดเจน หมอกมักจะพิจารณาให้เลือดเพื่อป้องกันไม่ให้หัวใจทำงานหนักเกินไป
- มีอาการแสดงร่วมด้วย: แม้ค่าเลือดจะยังไม่ต่ำวิกฤต แต่ถ้าคนไข้มีอาการใจสั่น เจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยหอบเวลาเดิน หรือมีความดันโลหิตตกจากการเสียเลือด ก็ถือเป็นข้อบ่งชี้ที่ต้องให้เลือดทันที
- กำลังจะเข้ารับการผ่าตัด: หากผ่าตัดใหญ่และคาดว่าจะมีการเสียเลือดมาก หมอจะเตรียมเลือดไว้ล่วงหน้าเพื่อให้มั่นใจว่าระหว่างผ่าตัดร่างกายจะปลอดภัย
เมื่อไหร่ที่ต้องให้เกร็ดเลือดและส่วนประกอบอื่นๆ แยกต่างหาก
เลือดที่เราบริจาคกันมา 1 ถุง ไม่ได้ถูกนำไปให้คนไข้ทั้งถุงแบบนั้นครับ ในปัจจุบันการแพทย์สมัยใหม่เน้นการแยกส่วนประกอบของเลือด เพื่อให้คนไข้ได้รับสิ่งที่ขาดจริงๆ เท่านั้น เปรียบเหมือนการซ่อมบ้านที่ถ้าหลังคารั่ว เราก็ซ่อมแค่หลังคา ไม่ได้รื้อสร้างใหม่ทั้งหลัง
เกร็ดเลือดช่วยหยุดไหล: เกณฑ์การให้เมื่อเสี่ยงภาวะเลือดออกไม่หยุด
เกร็ดเลือดทำหน้าที่อุดรอยรั่วเวลาเกิดแผล ถ้าเกร็ดเลือดต่ำเกินไป คนไข้จะมีอาการจ้ำเขียวตามตัว เลือดกำเดาไหล หรือเลือดออกตามไรฟันได้ง่าย และเสี่ยงต่อเลือดออกในอวัยวะสำคัญ เช่น ในสมอง
หมอจะพิจารณาให้เกร็ดเลือดก็ต่อเมื่อผลตรวจพบว่าตัวเลขเกร็ดเลือดต่ำกว่าเกณฑ์ความปลอดภัย หรือคนไข้มีภาวะเลือดออกผิดปกติร่วมด้วย แม้ตัวเลขจะยังไม่ต่ำมากแต่มีแผลผ่าตัดใหญ่ที่เสี่ยงเลือดไหลไม่หยุด ก็อาจจำเป็นต้องให้เช่นกันครับ
พลาสมาและปัจจัยการแข็งตัวของเลือด: เติมความสามารถในการห้ามเลือด
น้ำเหลืองหรือพลาสมาและสารประกอบอื่นๆ มีหน้าที่ช่วยให้เลือดแข็งตัวได้ตามปกติ หมอจะให้ส่วนนี้ก็ต่อเมื่อคนไข้มีภาวะเลือดออกง่ายหยุดยาก เช่น ตับวาย งูพิษกัดบางชนิด หรือเสียเลือดปริมาณมากจนสารช่วยให้เลือดแข็งตัวในร่างกายหมดไป
ความปลอดภัยและข้อควรระวังในการรับเลือด
แม้ว่าระบบการคัดกรองโลหิตของธนาคารเลือดในปัจจุบันจะมีความเข้มงวดและปลอดภัยสูงมาก ทั้งการตรวจหาเชื้อโรคต่างๆ และการทดสอบความเข้ากันได้ของเลือดผู้ให้และผู้รับ แต่การรับเลือดก็ยังคงมีความเสี่ยงจากปฏิกิริยาของภูมิคุ้มกัน เช่น มีไข้ ผื่นคัน หนาวสั่น หรือในกรณีที่หายากจริงๆ อาจมีอาการแพ้รุนแรง
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณหมอถึงต้องคิดทบทวนอย่างรอบคอบทุกครั้งก่อนจะตัดสินใจสั่งให้เลือด ว่าประโยชน์ที่คนไข้จะได้รับนั้นคุ้มค่าและมีความจำเป็นจริงๆ เหนือกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังป่วยและแพทย์มีความจำเป็นต้องให้เลือด ไม่ต้องกังวลจนเกินไปนะครับ สามารถสอบถามพูดคุยกับแพทย์ผู้ดูแลถึงเหตุผลและความจำเป็นในการใช้เลือดส่วนประกอบนั้นๆ ได้เสมอ เพื่อความสบายใจและความเข้าใจที่ตรงกันในการรักษาครับ