พอรู้ว่าตั้งครรภ์ คุณแม่ทุกคนก็คงจะตื่นเต้นและดีใจเป็นพิเศษ พร้อมกับเริ่มวางแผนดูแลตัวเองและลูกน้อยในครรภ์อย่างดีที่สุด แต่ในบางครั้ง... การตั้งครรภ์ก็อาจไม่ได้เป็นไปตามที่เราคาดหวังเสมอไป โดยเฉพาะภาวะที่เรียกว่า “ตั้งครรภ์นอกมดลูก” ซึ่งแม้จะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย แต่เป็นเรื่องสำคัญที่คุณแม่ทุกคนควรรู้และเฝ้าระวัง เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ วันนี้หมอจะมาเล่าให้ฟังแบบสบายๆ ว่าท้องนอกมดลูกคืออะไร ใครบ้างที่เสี่ยง และต้องสังเกตอาการแบบไหนบ้างนะ
ตั้งครรภ์นอกมดลูกคืออะไร? ทำไมถึงอันตราย?
ปกติแล้วเมื่ออสุจิปฏิสนธิกับไข่ ตัวอ่อนที่เกิดขึ้นจะเคลื่อนที่จากท่อนำไข่มาฝังตัวในโพรงมดลูก ซึ่งเป็นบ้านที่อบอุ่นและเหมาะสมที่สุดสำหรับการเจริญเติบโตตลอด 9 เดือน แต่ในกรณีของภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก ตัวอ่อนกลับไปฝังตัวอยู่ผิดที่ผิดทางค่ะ
- ส่วนใหญ่ มักจะไปฝังตัวอยู่ในท่อนำไข่ (ซึ่งมีขนาดเล็กและบอบบาง)
- พบน้อยลงมา อาจจะไปฝังตัวที่รังไข่ ช่องท้อง หรือปากมดลูก
สาเหตุที่อันตรายก็เพราะว่าบริเวณเหล่านี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของตัวอ่อน เมื่อตัวอ่อนเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ก็จะทำให้บริเวณนั้นขยายตัวตามไม่ไหว และอาจเกิดการแตกออก ทำให้มีเลือดออกในช่องท้องปริมาณมาก ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
ใครบ้างที่เสี่ยง "ท้องนอกมดลูก" เป็นพิเศษ?
ถึงแม้การตั้งครรภ์นอกมดลูกจะเกิดขึ้นกับใครก็ได้ แต่ก็มีปัจจัยบางอย่างที่อาจเพิ่ม ความเสี่ยงในการเกิดภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก ให้สูงขึ้น โดยคุณแม่สามารถลองเช็กดูได้ว่าตัวเองเข้าข่ายเหล่านี้หรือไม่:
- เคยมีประวัติท้องนอกมดลูกมาก่อน: หากเคยมีประสบการณ์นี้มาแล้วในครรภ์ก่อนหน้า ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นซ้ำก็จะสูงขึ้น
- เคยมีปัญหาการอักเสบในอุ้งเชิงกราน (PID): การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน เช่น จากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (หนองในแท้ หนองในเทียม) อาจทำให้ท่อนำไข่เกิดการอักเสบ เกิดพังผืด หรือตีบตัน ทำให้ตัวอ่อนเคลื่อนที่ได้ไม่สะดวก
- เคยผ่าตัดที่ท่อนำไข่ หรือช่องท้อง: การผ่าตัดที่เกี่ยวข้องกับท่อนำไข่ เช่น การทำหมันแล้วแก้หมัน การผ่าตัดรักษาภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ อาจทำให้เกิดพังผืดหรือโครงสร้างของท่อนำไข่เปลี่ยนแปลงไป
- มีภาวะมีบุตรยาก และใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์: คุณแม่ที่ประสบภาวะมีบุตรยาก อาจมีปัญหาเกี่ยวกับท่อนำไข่หรือมดลูกอยู่แล้ว และการใช้เทคนิคบางอย่าง เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) ก็มีความเสี่ยงนี้เช่นกัน
- ใช้การคุมกำเนิดบางชนิด: แม้จะป้องกันการตั้งครรภ์ได้ดี แต่ถ้าเกิดตั้งครรภ์ขณะใส่ห่วงอนามัย หรือกินยาคุมชนิดที่มีแต่ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนอย่างเดียว (mini-pill) ความเสี่ยงที่จะเป็นท้องนอกมดลูกจะสูงกว่าท้องในมดลูก
- มีประวัติสูบบุหรี่: สารเคมีในบุหรี่อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของท่อนำไข่ ทำให้ตัวอ่อนเคลื่อนที่ได้ไม่ดี
- ตั้งครรภ์เมื่อมีอายุมาก: คุณแม่ที่ตั้งครรภ์เมื่ออายุเกิน 35 ปีขึ้นไป อาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
สัญญาณเตือนสำคัญ... ที่คุณแม่ต้องรีบสังเกต
ในช่วงแรกของการตั้งครรภ์นอกมดลูก อาการอาจจะคล้ายกับการตั้งครรภ์ปกติทั่วไป คือมีประจำเดือนขาด คลื่นไส้ อาเจียน เจ็บเต้านม แต่เมื่อการตั้งครรภ์ดำเนินไป อาการที่แตกต่างก็จะเริ่มปรากฏให้เห็น โดยมักจะเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ 6-8 ของการตั้งครรภ์ อาการที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่:
- ปวดท้องน้อยข้างใดข้างหนึ่ง: มักจะเป็นอาการสำคัญที่พบได้บ่อย อาจเป็นการปวดตื้อๆ หรือปวดจี๊ดๆ บางครั้งก็อาจปวดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และอาจกระจายไปที่บั้นเอว หรือทวารหนักได้
- มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด: อาจเป็นเลือดออกกระปริดกระปรอย สีแดงคล้ำ หรือสีน้ำตาล ไม่เหมือนประจำเดือน และอาจมีอาการปวดท้องน้อยร่วมด้วย
- ปวดไหล่: เป็นอาการที่เกิดจากการระคายเคืองของกระบังลมจากการมีเลือดออกในช่องท้อง ซึ่งอาการปวดไหล่มักจะเกิดที่ข้างใดข้างหนึ่ง และมักจะเป็นอาการที่บ่งบอกถึงภาวะฉุกเฉิน
- วิงเวียน หน้ามืด เป็นลม: หากมีเลือดออกในช่องท้องปริมาณมาก อาจทำให้ความดันโลหิตต่ำลง จนรู้สึกอ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด หรือหมดสติได้
- อาการช็อก: ในกรณีที่รุนแรง หากมีการแตกของท่อนำไข่และมีเลือดออกภายในมาก คุณแม่อาจมีอาการซีด เหงื่อออก ตัวเย็น ชีพจรเต้นเร็ว แต่ความดันโลหิตต่ำ ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะช็อกที่อันตรายถึงชีวิต
เมื่อไหร่ที่ต้องรีบไปหาคุณหมอทันที?
หากคุณแม่กำลังสงสัยว่าตัวเองอาจตั้งครรภ์ และมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งดังที่กล่าวมา โดยเฉพาะอาการปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง เลือดออกทางช่องคลอดมากผิดปกติ วิงเวียน หน้ามืด หรือหมดสติ ต้องรีบไปพบแพทย์ทันทีโดยไม่ชักช้า เพราะการวินิจฉัยและการรักษาที่รวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง
เมื่อสงสัยท้องนอกมดลูก... คุณหมอจะตรวจและรักษาอย่างไร?
เมื่อคุณแม่มาพบแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และอาจมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น
- ตรวจเลือดดูระดับฮอร์โมน HCG: ซึ่งจะช่วยยืนยันการตั้งครรภ์ และช่วยประเมินการเจริญเติบโตของตัวอ่อน
- อัลตราซาวนด์ทางช่องคลอด: เป็นการตรวจที่ช่วยให้แพทย์มองเห็นโพรงมดลูกและท่อนำไข่ได้ชัดเจน เพื่อดูว่ามีตัวอ่อนอยู่ในโพรงมดลูกหรือไม่ และมีก้อนผิดปกติที่ท่อนำไข่หรือบริเวณอื่นๆ หรือไม่
การรักษาภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ระยะเวลาของการตั้งครรภ์ ขนาดของตัวอ่อน และอาการของคุณแม่ ซึ่งมีตั้งแต่การใช้ยาฉีดเพื่อยุติการเจริญเติบโตของตัวอ่อน (ในกรณีที่ตรวจพบเร็วและตัวอ่อนยังมีขนาดเล็ก) ไปจนถึงการผ่าตัดเพื่อนำตัวอ่อนออก ซึ่งอาจเป็นการผ่าตัดแบบส่องกล้อง หรือผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง ในกรณีที่มีภาวะฉุกเฉิน
การตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาที่วิเศษ แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่เราต้องใส่ใจดูแลตัวเองเป็นพิเศษด้วยเช่นกัน การมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ ความเสี่ยงในการเกิดภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก และสัญญาณเตือนต่างๆ จะช่วยให้คุณแม่สามารถสังเกตความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที อย่าลืมปรึกษาคุณหมออย่างสม่ำเสมอ และหากมีข้อสงสัยหรือไม่สบายใจใดๆ อย่าเก็บไว้คนเดียว รีบพูดคุยกับคุณหมอได้เลยนะ