เวลาที่นั่งคุยกับคนไข้โรคตับเรื้อรังในห้องตรวจ คำถามหนึ่งที่มักจะวนกลับมาถามผมอยู่บ่อยๆ ด้วยความกังวลก็คือ ตับของผมหรือเธอเนี่ย มันแย่จนถึงขั้นต้องเปลี่ยนตับแล้วหรือยัง? การตัดสินใจเรื่องการปลูกถ่ายตับไม่ใช่เรื่องที่จะพูดกันลอยๆ หรือตัดสินใจกันได้ในวันเดียวครับ เพราะมันคือการผ่าตัดใหญ่ที่ต้องอาศัยการคิดวิเคราะห์อย่างรอบคอบจากทีมแพทย์หลายสาขา
ในฐานะหมอ ผมมักจะอธิบายให้คนไข้และญาติฟังเสมอว่า ตับเป็นอวัยวะมหัศจรรย์ที่ทำงานหนักมากและมีความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองสูง แต่ถ้าวันไหนที่เนื้อตับดีๆ กลายเป็นพังผืดไปหมดจนทำงานไม่ไหว จนเกิดภาวะตับวายเรื้อรังหรือตับแข็งระยะสุดท้าย นั่นคือจุดที่เราต้องเริ่มมานั่งคุยกันเรื่องการปลูกถ่ายตับอย่างจริงจังแล้วครับ
ตับเริ่มส่งสัญญาณเตือนภัยขั้นสุดท้ายแล้วหรือยัง
สิ่งแรกที่แพทย์ใช้ในการประเมินคืออาการทางกายที่ฟ้องออกมาว่าตับเริ่มไม่ไหวแล้วจริงๆ อาการเหล่านี้ไม่ใช่แค่เพลียธรรมดา แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าตับสูญเสียหน้าที่ไปเยอะมากแล้ว
- ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน) ที่ไม่ยอมหาย หรือกลับมาเหลืองซ้ำซาก
- มีน้ำในท้องหรือที่เรียกว่าท้องมาน ทำให้ท้องโตขึ้นเรื่อยๆ จนอึดอัดหายใจลำบาก
- ขาบวมและเท้าบวมจากการคั่งของเกลือและน้ำ
- อาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายอุจจาระดำ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายจากเส้นเลือดขอดในหลอดอาหารแตก
- มีอาการสับสน จำทางไม่ได้ พูดจาเลอะเลือน ซึ่งเกิดจากสารพิษในเลือดขึ้นไปรบกวนสมองเนื่องจากตับขับของเสียไม่ไหว
คะแนนความรุนแรงของโรคตับที่หมอใช้ตัดสินใจ
เราไม่ได้ใช้แค่ความรู้สึกในการบอกว่าใครควรได้ปลูกถ่ายตับครับ แต่เรามีเครื่องมือคำนวณมาตรฐานทางการแพทย์ที่ชื่อว่า MELD Score (Model for End-Stage Liver Disease) ซึ่งเอาผลเลือดจริงๆ ของคนไข้มาเข้าสูตรคำนวณ
ผลเลือดที่ว่านี้จะดูเรื่องการทำงานของการแข็งตัวของเลือด ค่าสารเหลืองในเลือด และค่าการทำงานของไต ยิ่งคะแนน MELD สูงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งแปลว่าตัวโรคตับมีความรุนแรงมาก และมีความจำเป็นต้องได้รับตับใหม่เร็วขึ้นเท่านั้น เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิต
โรคตับแบบไหนบ้างที่อาจต้องมองหาทางเลือกนี้
ไม่ใช่โรคตับทุกชนิดที่จะต้องลงเอยด้วยการปลูกถ่ายตับครับ แต่กลุ่มโรคหลักๆ ที่เรามักจะพิจารณา ได้แก่
- โรคตับแข็งจากไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง (เช่น ไวรัสตับอักเสบ B หรือ C) ที่ลุกลามจนคุมไม่อยู่
- ตับแข็งจากการดื่มแอลกอฮอล์สะสมเป็นเวลานาน (แต่คนไข้ต้องหยุดดื่มเด็ดขาดแล้วจึงจะเข้าสู่กระบวนการได้)
- โรคตับอักเสบจากไขมันพอกตับชนิดรุนแรง (NASH) ที่พัฒนาจนเกิดตับแข็ง
- โรคท่อน้ำดีอุดตันในเด็กหรือผู้ใหญ่บางชนิด
- มะเร็งตับบางระยะที่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดและไม่ลุกลามออกนอกตับ
เช็คร่างกายให้ละเอียดก่อนตัดสินใจส่งต่อเข้าคิวรอรับตับ
เมื่อเราประเมินแล้วว่าตับเดิมไม่สามารถยื้อต่อไปได้ในระยะยาว ขั้นตอนต่อไปคือการตรวจร่างกายอย่างละเอียดหัวจรดเท้าครับ เพื่อดูว่าร่างกายของคนไข้แข็งแรงพอที่จะรับการผ่าตัดใหญ่และการใช้ยาต้านภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิตหรือไม่
เราต้องตรวจเช็คหัวใจ ปอด ไต และสภาวะจิตใจ รวมถึงการตรวจหาการติดเชื้อเรื้อรังต่างๆ เพราะถ้ามีโรคประจำตัวอื่นๆ ที่รุนแรงร่วมด้วย การผ่าตัดใหญ่อาจมีความเสี่ยงสูงเกินไป
เตรียมตัวและพูดคุยกับครอบครัวเพื่อก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยกัน
การประเมินข้อบ่งชี้ในการปลูกถ่ายตับเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเดินทางระยะยาวครับ เมื่อผ่านเกณฑ์แล้ว คนไข้และครอบครัวจะต้องเตรียมพร้อมทั้งในแง่จิตใจ การดูแลตัวเองระหว่างรอรับบริจาคตับ และการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างจริงจัง หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังเผชิญกับปัญหาโรคตับเรื้อรัง แนะนำให้เข้ามาพูดคุยปรึกษากับแพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินอาหารและตับ เพื่อรับการประเมินอย่างตรงจุดและวางแผนดูแลรักษาที่เหมาะสมที่สุดครับ