หลายครั้งเวลาตรวจสุขภาพประจำปีแล้วผลเลือดออกมาพบว่าเรามีเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีซ่อนอยู่ หลายคนมักจะตกใจและตั้งคำถามว่ามันคืออะไร อันตรายแค่ไหน และชีวิตหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร หมอเข้าใจความรู้สึกนี้ดีครับ เพราะคำว่าเรื้อรังมักจะมาพร้อมกับความกังวลใจเสมอ
ในความเป็นจริงแล้ว โรคนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด หากเรารู้จักทำความเข้าใจและดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี เปรียบเสมือนการที่เรามีเพื่อนร่วมทางที่ไม่ค่อยน่ารักนักอยู่ในร่างกาย แต่ถ้าเราคุมความประพฤติเขาได้ เราก็ใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขครับ
เจ้าไวรัสตับอักเสบชนิดบีเรื้อรังนี้ มันเข้ามาอยู่ในร่างกายเราได้ยังไง
เวลาหมออธิบายให้คนไข้ฟังที่ห้องตรวจ หมอชอบเปรียบตับเหมือนโรงงานแปรรูปอาหารขนาดใหญ่ในร่างกาย เมื่อไหร่ก็ตามที่มีเจ้าไวรัสตัวนี้หลุดรอดเข้ามา มันไม่ได้มาเที่ยวเล่นเฉยๆ แต่มันเลือกที่จะเข้าไปตั้งรกรากและแบ่งตัวอยู่ในเซลล์ตับของเรา
คำว่าเรื้อรัง หมายความว่า เจ้าไวรัสตัวนี้อยู่กับเรามานานเกินหกเดือนแล้ว ไม่ยอมหายไปไหน ระบบภูมิคุ้มกันของเราพยายามจะขับไล่มันออกไปนะ แต่ด้วยความที่มันซ่อนตัวเก่ง ภูมิคุ้มกันจึงจัดการได้ไม่หมด เกิดเป็นสงครามย่อยๆ ในตับที่กินเวลานาน จนบางครั้งทำให้เนื้อเยื่อตับเกิดการอักเสบเรื้อรังและกลายเป็นพังผืดในที่สุด
ติดเชื้อมาตั้งแต่เกิดหรือเพิ่งติดตอนโต แยกแยะอย่างไรดี
ช่องทางการรับเชื้อของโรคนี้หลักๆ มีอยู่สองทางที่หมออยากให้ลองนึกดูครับ
- ติดจากคุณแม่ตั้งแต่ตอนคลอด: อันนี้เป็นเส้นทางคลาสสิกเพราะในอดีตเรายังไม่มีการตรวจคัดกรองที่ดีพอ คุณแม่ที่มีเชื้อสามารถส่งต่อให้ลูกน้อยได้ตั้งแต่ลืมตาดูโลก กลุ่มนี้มักจะเป็นเรื้อรังมาตั้งแต่เด็กๆ
- ติดทางเพศสัมพันธ์หรือเลือดตอนโตแล้ว: ผ่านทางสารคัดหลอดการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือการสักที่ไม่สะอาด แม้ภูมิคุ้มกันของผู้ใหญ่มักจะกำจัดเชื้อได้เอง แต่ก็มีประมาณห้าถึงสิบเปอร์เซ็นต์ที่ร่างกายสู้ไม่ไหวจนกลายเป็นเรื้อรังเช่นกัน
อาการแบบไหนที่ฟ้องว่าตับเริ่มเหนื่อยล้าแล้ว
ความน่ากลัวของไวรัสตับอักเสบชนิดบีเรื้อรังคือ มันเงียบมากครับ ตับเป็นอวัยวะที่อดทนที่สุดในร่างกาย ไม่มีเส้นประสาทรับความเจ็บปวดโดยตรงต่อให้มันอักเสบอยู่ข้างใน เราก็จะไม่รู้สึกเจ็บที่ชายโครงขวาเลย จนกว่าตับจะเสียหายหนักจริงๆ
แต่ถ้าเริ่มมีอาการเหล่านี้ แสดงว่าตับส่งสัญญาณเตือนดังๆ แล้ว
- เพลีย ไม่มีแรง นอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ
- เบื่ออาหาร คลื่นไส้เวลาเห็นอาหารมันๆ
- ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้มเหมือนชาเขียว
- ท้องโต ขาบวม หรือมีรอยช้ำง่ายตามตัว
ตรวจเลือดเช็กให้ชัวร์ว่าตอนนี้ตับของเราสู้ไหวไหม
การรู้ว่ามีเชื้ออย่างเดียวไม่พอครับ หมอต้องส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจน เหมือนการตรวจเช็กสภาพเครื่องยนต์
- ตรวจการทำงานของตับ: ดูว่าเอนไซม์ตับรั่วออกมาในเลือดมากแค่ไหน แปลว่าตับกำลังอักเสบอยู่หรือเปล่า
- ตรวจปริมาณไวรัสในเลือด: ดูว่าเจ้าไวรัสตัวนี้มันขยายพันธุ์เก่งแค่ไหน มีจำนวนมากน้อยเท่าไหร่
- ตรวจสภาพเนื้อตับ: อาจจะใช้การอัลตราซาวด์หรือเครื่องตรวจความยืดหยุ่นของตับ เพื่อดูว่าตอนนี้ตับเริ่มแข็งหรือมีพังผืดเกิดขึ้นหรือยัง
วิธีดูแลรักษาเมื่อรู้ตัวว่าเป็นไวรัสตับอักเสบชนิดบีเรื้อรัง
เป้าหมายในการรักษาของหมอไม่ใช่การกำจัดไวรัสให้หมดไปจากร่างกายร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะปัจจุบันยาที่มีอยู่ยังทำแบบนั้นได้ยาก แต่เป้าหมายคือการกดไม่ให้ไวรืสแบ่งตัว หยุดการอักเสบ และป้องกันไม่ให้ตับกลายเป็นตับแข็งหรือมะเร็งตับ
คนไข้หลายคนที่ไม่ต้องกินยา หมอจะนัดมาเจาะเลือดและอัลตราซาวด์ติดตามอาการทุกๆ สามถึงหกเดือน เปรียบเสมือนการเกาะติดสถานการณ์ ส่วนใครที่ปริมาณไวรัสสูงและตับอักเสบต่อเนื่อง หมอจะพิจารณาให้กินยาต้านไวรัส ซึ่งปัจจุบันนี้ทานง่าย เม็ดเดียวจบ และผลข้างเคียงน้อยมากๆ แต่ต้องทานอย่างสม่ำเสมอและห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด
ปรับพฤติกรรมชีวิตประจำวันอย่างไรให้ตับมีความสุข
นอกจากการพบแพทย์ตามนัดแล้ว การดูแลตัวเองที่บ้านคือหัวใจสำคัญครับ
- งดแอลกอฮอล์เด็ดขาด: เพราะแอลกอฮอล์กับไวรัสตับอักเสบคือทีมทำลายล้างตับที่แท้จริง
- ระวังเรื่องยาและอาหารเสริม: ยาแก้ปวดบางตัว สมุนไพร หรือวิตามินที่โฆษณาว่าล้างพิษตับ บางทีตับต้องทำงานหนักว่าเดิมเพื่อขับยาเหล่านั้น ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง
- กินอาหารให้ครบ 5 หมู่: เน้นอาหารปรุงสุกสะอาด ผักผลไม้สด และควบคุมน้ำหนักไม่ให้มีไขมันพอกตับซ้ำซ้อนเข้าไปอีก
สุดท้ายนี้ การมีชีวิตอยู่กับไวรัสตับอักเสบชนิดบีเรื้อรังไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คิดครับ ตราบใดที่เราไม่ประมาท ไปพบแพทย์สม่ำเสมอ กินยาตามนัด และใช้ชีวิตอย่างมีสติ เราก็สามารถมีอายุยืนยาวและมีสุขภาพแข็งแรงได้เหมือนคนทั่วไปครับ