เวลาที่คุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยมาหาที่ห้องตรวจแล้วบอกว่า ลูกเป็นภูมิแพ้ หอบหืด หรือป่วยบ่อยจนแทบไม่ได้ไปโรงเรียน แววตาของคนเป็นพ่อเป็นแม่มักเต็มไปด้วยความกังวลและคำถามว่า เมื่อไหร่ลูกจะหายขาดจากการกินยาพ่นหรือยาแก้แพ้พวกนี้เสียที
ในฐานะหมอเด็ก ผมมักจะอธิบายให้ฟังเสมอว่า ในยุคนี้เราไม่ได้มองแค่การจ่ายยาแก้แพ้เพื่อกดอาการไปวันๆ อีกต่อไปแล้วครับ เรามีแนวทางการรักษาที่ลึกลงไปถึงต้นตอของโรค นั่นคือ แนวทางการรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัดในเด็ก ซึ่งเปรียบเสมือนการฝึกระบบภูมิคุ้มกันของลูกให้รู้จักอดทนต่อสิ่งกระตุ้น แทนที่จะคอยวิ่งไล่รักษาตามอาการที่กำเริบขึ้นมาในแต่ละครั้ง
ภูมิคุ้มกันบำบัดคืออะไร และทำไมถึงเปลี่ยนชีวิตเด็กที่เป็นภูมิแพ้ได้?
ลองนึกภาพว่าระบบภูมิคุ้มกันของเด็กที่เป็นภูมิแพ้รุนแรง เหมือนกับเด็กที่ตกใจง่ายและพร้อมจะวิ่งหนีหรือต่อสู้กับทุกอย่าง แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นแค่ฝุ่นบ้าน ละอองเกสร หรือเกสรดอกไม้ที่ไม่มีพิษภัยก็ตาม เมื่อเจอสิ่งเหล่านี้ ร่างกายก็จะปล่อยสารเคมีออกมามากมายจนเกิดอาการจาม น้ำมูกไหล หายใจไม่ออก หรือผิวหนังอักเสบเรื้อรัง
หลักการของ แนวทางการรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัดในเด็ก คือการนำสารก่อภูมิแพ้ที่เด็กแพ้เข้าสู่ร่างกายในปริมาณทีละน้อย แล้วค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้นอย่างช้าๆ และสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายของเด็กเกิดความคุ้นชิน เปรียบเหมือนการฝึกให้ระบบภูมิคุ้มกันมีความใจเย็นลง เลิกมองสิ่งเหล่านี้เป็นศัตรูตัวฉกาจ และเลิกสร้างปฏิกิริยาต่อต้านที่รุนแรงเกินเหตุ
วิธีที่เราใช้ดูแลรักษา มีรูปแบบไหนบ้าง?
การปรับระบบภูมิคุ้มกันในปัจจุบันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดครับ โดยทั่วไปที่เราใช้ดูแลรักษาเด็กๆ จะแบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลักๆ ตามความเหมาะสมของอาการและช่วงวัย
การอมใต้ลิ้นหรือกินสารก่อภูมิแพ้
วิธีนี้ค่อนข้างได้รับความนิยมในเด็กเล็กเพราะไม่เจ็บตัวครับ คุณหมอจะให้ยาหยอดหรือเม็ดอมที่มีสารก่อภูมิแพ้ความเข้มข้นต่ำไว้ใต้ลิ้นของเด็กที่บ้านทุกวัน ข้อดีคือเด็กๆ ไม่ต้องโดนเข็มฉีดยา และมีความปลอดภัยสูง แต่ต้องอาศัยวินัยของคุณพ่อคุณแม่ในการหยอดยาสม่ำเสมอทุกวันติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน
การฉีดยาเข้าใต้ผิวหนังตามกำหนด
วิธีนี้แพทย์จะเป็นผู้ดูแลการฉีดยาให้ที่คลินิกหรือโรงพยาบาล เริ่มจากการฉีดสัปดาห์ละครั้งในปริมาณน้อยๆ แล้วค่อยๆ เว้นระยะห่างออกไปเมื่อร่างกายเริ่มปรับตัวได้ วิธีนี้ได้ผลค่อนข้างดีเยี่ยม แต่อาจจะต้องแลกกับการมาพบแพทย์สม่ำเสมอและต้องระวังเรื่องอาการบวมแดงบริเวณที่ฉีดเล็กน้อย
ลูกของเราเหมาะกับการรักษาแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
ไม่ใช่เด็กทุกคนที่จะต้องเริ่มต้นด้วยวิธีนี้นะครับ โดยทั่วไปแล้วหมอจะพิจารณา แนวทางการรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัดในเด็ก ก็ต่อเมื่อเด็กมีอาการเข้าเกณฑ์เหล่านี้
- เด็กที่มีอาการภูมิแพ้ทางเดินหายใจ เช่น โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือหอบหืด ที่ไม่สามารถควบคุมอาการได้ดีด้วยยาพ่นหรือยาแก้แพ้ทั่วไป
- เด็กที่ต้องทนกินยาหรือพ่นยาต่อเนื่องเป็นเวลานานจนเริ่มส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและการเจริญเติบโต
- เด็กที่มีอาการแพ้สารก่อภูมิแพ้ที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เช่น ไรฝุ่น ละอองเกสร หรือแมลงสาบ
- เด็กที่มีอายุพอที่จะสื่อสารอาการผิดปกติได้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเริ่มพิจารณาทำได้ตั้งแต่ช่วงอายุประมาณ 5 ขวบขึ้นไป
ความคาดหวังและระยะเวลาที่ต้องใช้ความอดทน
เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญมากที่ต้องคุยกันให้เข้าใจก่อนเริ่มรักษาครับ การทำภูมิคุ้มกันบำบัดไม่ใช่ยาวิเศษที่จะหายทันทีในชั่วข้ามคืน แต่เป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อสุขภาพของลูก
โดยทั่วไปการรักษาด้วยวิธีนี้จะต้องใช้เวลาต่อเนื่องประมาณ 3 ถึง 5 ปีครับ ฟังดูอาจจะนาน แต่ข้อดีคือ เมื่อครบคอร์สการรักษาแล้ว ฤทธิ์ของการปกป้องร่างกายจะยังคงอยู่ต่อไปได้อีกนานหลายปี แม้ว่าจะหยุดการรักษาไปแล้วก็ตาม เด็กหลายคนหลุดพ้นจากการต้องพ่นยาหอบหืดทุกเช้าเย็น หรือสามารถใช้ชีวิตวิ่งเล่นกลางแจ้งได้อย่างมีความสุขโดยไม่ต้องพกยาแก้แพ้ติดตัวตลอดเวลา
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นและสิ่งที่ต้องระวัง
เนื่องจากการรักษาคือการนำสิ่งที่เราแพ้เข้าสู่ร่างกาย จึงอาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้บ้าง เช่น อาการคันระคายเคืองในปากหรือใต้ลิ้นสำหรับแบบอม หรือมีรอยแดงบวมเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด
สิ่งสำคัญที่สุดคือ หลังจากการรับยาในแต่ละครั้ง แพทย์จะให้เด็กนั่งพักสังเกตอาการที่คลินิกประมาณ 30 นาทีเสมอ เพื่อป้องกันปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรงที่อาจเกิดขึ้นแบบฉับพลัน แม้จะพบได้น้อยมากแต่ความปลอดภัยของเด็กคือสิ่งที่เราต้องระมัดระวังสูงสุด
หากคุณพ่อคุณแม่ท่านใดกำลังกลุ้มใจกับอาการป่วยเรื้อรังของลูก ลองปรึกษากุมารแพทย์ด้านโรคภูมิแพ้ดูนะครับว่า ลูกน้อยของเรามีความพร้อมที่จะเริ่มต้นดูแลรักษาด้วยวิธีนี้แล้วหรือยัง เพื่อคืนสุขภาพที่แข็งแรงและรอยยิ้มสดใสให้กับเด็กๆ ได้เติบโตอย่างสมวัย