ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ในห้องตรวจกุมารเวชศาสตร์ หมอมักจะเจอคุณพ่อคุณแม่ที่อุ้มลูกน้อยวัยแบเบาะเข้ามาด้วยท่าทางตื่นตระหนก หลังจากที่เจ้าตัวเล็กมีอาการท้องเสียหรืออาเจียนติดต่อกันหลายครั้งตั้งแต่เมื่อคืน สิ่งแรกที่หมอต้องรีบประเมินไม่ใช่แค่สาเหตุของโรค แต่คือความชุ่มชื้นในร่างกายของเด็ก เพราะร่างกายของทารกนั้นเปราะบางและไวต่อการสูญเสียน้ำอย่างมาก หากปล่อยไว้นานอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิตได้

อาการแบบไหนที่บอกว่าลูกน้อยกำลังเผชิญกับภาวะขาดน้ำ

ทารกยังไม่สามารถบอกเราได้ว่าพวกเขากำลังหิวน้ำหรือรู้สึกเหนื่อยล้าแค่ไหน หน้าที่ในการสังเกตสัญญาณเตือนจึงตกเป็นของคุณพ่อคุณแม่ โดยเราสามารถแบ่งระดับความรุนแรงออกเป็นระยะเพื่อให้สังเกตได้ง่ายขึ้น

สัญญาณเตือนขั้นต้น: ปัสสาวะน้อยลงและปากแห้ง

ในระยะเริ่มต้น คุณพ่อคุณแม่จะเริ่มสังเกตเห็นว่าริมฝีปากของลูกดูแห้งและไม่มีน้ำลายยืดเยิ้มเหมือนปกติ เวลาที่ลูกร้องไห้จะสังเกตเห็นว่ามีน้ำตาออกมาน้อยลงหรือไม่มีเลย และสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดคือ ผ้าอ้อมของลูกแห้งสนิทนานกว่า 4 ถึง 6 ชั่วโมง ซึ่งแสดงว่าร่างกายเริ่มพยายามกักเก็บน้ำไว้ภายในแล้ว

สัญญาณอันตรายที่ต้องระวัง: ซึมลง ตาโหล และกระหม่อมบุ๋ม

หากการสูญเสียน้ำยังคงดำเนินต่อไป อาการจะเริ่มรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว ลูกจะดูซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่เล่น ไม่ร่าเริง หรือในบางรายอาจโยเยร้องไห้กวนตลอดเวลาเนื่องจากความอึดอัดทางร่างกาย เมื่อสังเกตที่บริเวณใบหน้าจะพบว่าเบ้าตาดูลึกและโหลลง ผิวหนังขาดความยืดหยุ่น (เมื่อลองดึงผิวบริเวณท้องเบาๆ แล้วปล่อย ผิวจะคืนตัวช้า) และสำหรับทารกที่อายุน้อยกว่า 1 ปี บริเวณกระหม่อมหน้าจะมีลักษณะบุ๋มลงไปอย่างชัดเจน

ทำความเข้าใจกลไกทางร่างกาย: ทำไมเด็กเล็กถึงสูญเสียน้ำและเกลือแร่ได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่

หลายคนมักสงสัยว่าทำไมเวลาที่ผู้ใหญ่ท้องเสียหรืออาเจียน อาการมักจะไม่รุนแรงเท่าทารก นั่นเป็นเพราะสัดส่วนของร่างกายทารกมีความแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างสิ้นเชิง ร่างกายของเด็กเล็กมีสัดส่วนของน้ำสูงถึงประมาณร้อยละ 70 ถึง 80 ของน้ำหนักตัว ในขณะที่ผู้ใหญ่มีเพียงร้อยละ 60 เท่านั้น นอกเหนือจากนี้ ผิวหนังของทารกยังมีพื้นที่ผิวต่อน้ำหนักตัวที่มากกว่า ทำให้สูญเสียน้ำผ่านทางผิวหนังและการหายใจได้เร็วกว่ามาก

เมื่อทารกเจ็บป่วยด้วยโรค เช่น ไข้หวัดใหญ่ ท้องร่วงจากไวรัสโรตา หรืออาหารเป็นพิษ ร่างกายจะพยายามขับเชื้อโรคออกผ่านการอาเจียนและถ่ายเหลว การสูญเสียน้ำที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ประกอบกับความสามารถในการกรองและทำงานของไตที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ส่งผลให้เกิด ภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ไม่สมดุลจากการเจ็บป่วย ในทารกได้ง่ายและรวดเร็วกว่าวัยอื่นหลายเท่าตัว เกลือแร่สำคัญอย่างโซเดียม โพแทสเซียม และคลอไรด์ที่สูญเสียไปพร้อมกับน้ำ จะทำให้ระบบประสาทและกล้ามเนื้อ รวมถึงการเต้นของหัวใจทำงานผิดปกติไป

วิธีดูแลและชดเชยน้ำให้ลูกอย่างถูกวิธีเมื่อเริ่มมีอาการ

เมื่อเริ่มสังเกตเห็นว่าลูกมีอาการอาเจียนหรือถ่ายเหลว สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การรีบป้อนยาหยุดถ่าย เพราะการหยุดถ่ายจะทำให้เชื้อโรคค้างอยู่ในร่างกาย แต่สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำทันทีคือการทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป

การให้นมแม่และนมผสมในสัดส่วนที่เหมาะสม

สำหรับทารกที่กินนมแม่เป็นหลัก แนะนำให้ป้อนนมแม่ต่อไปและเพิ่มความถี่ในการให้นมให้บ่อยขึ้น เนื่องจากนมแม่ย่อยง่ายและมีสารอาหารรวมถึงภูมิคุ้มกันที่ช่วยรักษาลำไส้ แต่หากเป็นทารกที่กินนมผสม และมีอาการท้องเสียรุนแรงร่วมด้วย อาจจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เพื่อปรับสัดส่วนการชงนม หรือเปลี่ยนเป็นนมสูตรพิเศษชั่วคราวเพื่อลดการทำงานของลำไส้ที่กำลังอักเสบ

การใช้สารละลายเกลือแร่สำหรับเด็ก (ORS) อย่างปลอดภัย

หากลูกมีอาการขาดน้ำในระดับปานกลาง การป้อนน้ำเปล่าอย่างเดียวจะไม่เพียงพอและอาจทำให้ความเข้มข้นของเกลือแร่ในเลือดเจือจางลงไปอีก คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกใช้ผงเกลือแร่สำหรับเด็ก (ORS) โดยเฉพาะ โดยผสมตามสัดส่วนที่ระบุข้างซองอย่างเคร่งครัด วิธีป้อนที่ถูกต้องคือการใช้ช้อนเล็กๆ ค่อยๆ ตักป้อนทีละช้อน หรือใช้ไซริงค์ค่อยๆ หยอดเข้ามุมปากทุกๆ 5 ถึง 10 นาที หลีกเลี่ยงการให้ลูกดูดจากขวดนมในปริมาณมากๆ ทีเดียว เพราะการดื่มน้ำปริมาณมากอย่างรวดเร็วจะไปกระตุ้นกระเพาะอาหารทำให้ลูกอาเจียนออกมาอีก

สัญญาณเตือนสีแดง: เมื่อไหร่ที่ต้องพาลูกไปโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอ

แม้ว่าเราจะพยายามดูแลอย่างเต็มที่ที่บ้าน แต่บางครั้งการสูญเสียน้ำก็อาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่เราจะชดเชยทัน หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นสัญญาณเตือนเหล่านี้ แม้เพียงข้อเดียว ขอแนะนำให้รีบพาลูกน้อยส่งโรงพยาบาลทันที

  • ลูกมีอาการซึมมาก ปลุกตื่นยาก หรือไม่ยอมสบตา
  • มีอาการชักเกร็ง หรือกระสับกระส่ายอย่างรุนแรง
  • อาเจียนอย่างต่อเนื่องจนไม่สามารถป้อนน้ำหรือเกลือแร่ได้เลย
  • ถ่ายเป็นมูกเลือด หรือถ่ายเหลวเป็นน้ำในปริมาณมากอย่างต่อเนื่อง
  • ตัวร้อนจัด มีไข้สูงลอยที่ไม่ยอมลดลงหลังจากทานยาไข้
  • มือเท้าเย็น ปลายมือปลายเท้าเขียวคล้ำ หรือผิวหนังดูซีดเซียว

การเข้าใจและสังเกตสัญญาณเตือนของภาวะขาดน้ำอย่างมีสติ จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถรับมือกับการเจ็บป่วยของลูกน้อยได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที เพราะในวัยทารก ทุกนาทีมีความหมายต่อการฟื้นตัวของร่างกายเสมอ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down