เวลาเข้าห้องน้ำเสร็จแล้วเคยแอบก้มลงมองในโถส้วมกันบ้างไหม หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องน่าอายหรือไม่น่าพิสมัยเท่าไหร่ แต่ในฐานะหมออยากบอกว่านี่คือหน้าต่างบานสำคัญที่จะช่วยให้เราเช็กสุขภาพลำไส้ได้ดีที่สุด โดยเฉพาะโรคที่หลายคนกลัวอย่างมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งในระยะแรกมักจะไม่แสดงอาการอะไรเลยจนกว่าจะลุกลาม การสังเกตความผิดปกติใกล้ตัวอย่างสีของอุจจาระและการตรวจหาเลือดแฝงจึงเป็นเกราะป้องกันด่านแรกที่ช่วยชีวิตคนมานักต่อนนักแล้ว
ทำไมอุจจาระถึงบอกความลับเรื่องสุขภาพลำไส้ได้
ระบบย่อยอาหารของเราเปรียบเสมือนโรงงานรีไซเคิลขนาดย่อม ตั้งแต่ปากลงไปจนถึงทวารหนัก เมื่อร่างกายย่อยอาหารและดูดซึมสารอาหารจนหมดแล้ว กากที่เหลือจะถูกขับออกมาเป็นอุจจาระ ปกติแล้วอุจจาระควรจะมีสีน้ำตาลเฉดต่างๆ ตามน้ำดีที่หลั่งออกมาจากตับ แต่ถ้าวันไหนสีเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด หรือมีกลิ่นที่แปลกไปจากเดิม นั่นแปลว่ามีสัญญาณเตือนบางอย่างจากข้างในส่งเสียงเรียกแล้ว
สัญญาณเตือนจากสีอุจจาระแบบไหนที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
สีของอุจจาระที่เปลี่ยนไปไม่ได้เกิดจากการกินอาหารเสมอไป บางครั้งมันคือร่องรอยของความผิดปกติภายในทางเดินอาหาร โดยเฉพาะจุดที่อยู่ลึกและมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
- อุจจาระสีดำสนิทเหมือนยางมะตอย: ถ้าช่วงนี้ไม่ได้กินยาบำรุงเลือดหรือกะหล่ำปลีสีม่วงปริมาณมาก อุจจาระสีดำเขียวจัดแถมมีกลิ่นเหม็นคาวรุนแรง มักแปลว่ามีเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนบน เช่น กระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น ซึ่งเลือดถูกย่อยจนเปลี่ยนเป็นสีดำ
- อุจจาระมีเลือดสดๆ ปนอยู่หรือเคลือบอยู่ด้านนอก: มักเกิดจากทางเดินอาหารส่วนล่าง เช่น ริดสีดวงทวาร หรือแผลในลำไส้ใหญ่ แต่ก็ประมาทไม่ได้เพราะอาจเป็นจุดเริ่มต้นของก้อนเนื้อในลำไส้ใหญ่ส่วนปลายเช่นกัน
- อุจจาระสีซีดขาวหรือสีดินน้ำมัน: อาจบ่งบอกถึงปัญหาการทำงานของตับหรือท่อน้ำดีอุดตัน ซึ่งส่งผลต่อการย่อยไขมันและสีของอุจจาระโดยตรง
ตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ ตัวช่วยลับที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
บางครั้งมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือติ่งเนื้อในลำไส้มีขนาดเล็กมากจนทำให้มีเลือดออกทีละน้อย เลือดปริมาณแค่นี้ไม่สามารถเปลี่ยนสีอุจจาระให้เราเห็นด้วยตาเปล่าได้ การตรวจที่เรียกว่าการหาเลือดแฝงในอุจจาระ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่าการตรวจ Fecal Immunochemical Test จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญมาก
การตรวจนี้ทำได้ง่ายมาก แค่เก็บตัวอย่างอุจจาระเพียงนิดเดียวส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการ ทางการแพทย์จะสามารถตรวจจับโปรตีนของเม็ดเลือดแดงที่ปะปนอยู่ได้ แม้จะมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นก็ตาม หากผลตรวจพบว่ามีเลือดแฝง แพทย์จะแนะนำให้ส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ต่อทันที เพื่อหาต้นตอที่แท้จริงก่อนที่ก้อนเนื้อธรรมดาจะกลายร่างเป็นมะเร็งร้าย
ใครบ้างที่ควรเริ่มตรวจความเสี่ยงนี้โดยด่วน
โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิด และปัจจุบันพบผู้ป่วยที่มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ หากคุณเข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ ไม่ควรรอให้มีอาการผิดปกติปรากฏชัดเจน
- ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 45 ถึง 50 ปีขึ้นไป ควรเริ่มตรวจคัดกรองสม่ำเสมอ
- คนในครอบครัวมีประวัติเคยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือติ่งเนื้อในลำไส้
- คนที่ชอบกินเนื้อแดง เนื้อสัตว์แปรรูป อาหารปิ้งย่าง และกินผักผลไม้น้อยมาก
- ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน ขาดการออกกำลังกาย หรือสูบบุหรี่จัด
- ผู้ที่มีอาการท้องผูกสลับท้องเสียเรื้อรัง หรือรู้สึกว่าถ่ายไม่สุดอยู่บ่อยๆ
ปรับพฤติกรรมวันนี้เพื่อลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้
การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ การดูแลลำไส้ให้แข็งแรงเริ่มต้นได้จากจานอาหารในทุกๆ มื้อ ลองเพิ่มกากใยอาหารจากผักผลไม้และธัญพืชไม่ขัดสี ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอในแต่ละวัน และขยับร่างกายออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญที่สุดคืออย่าละเลยการสังเกตความผิดปกติของร่างกาย เพราะการรู้เร็ว รักษาไว และมีความตื่นตัวในการตรวจสุขภาพประจำปี คือกุญแจสำคัญที่สุดในการเอาชนะโรคนี้