หลายวันก่อนมีคนไข้เดินเข้ามาที่ห้องตรวจด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ถือขวดน้ำใสๆ ที่ข้างในบรรจุของเหลวสีส้มแปร๋คล้ายน้ำส้มแฟนต้ายื่นมาให้ดู พร้อมกับถามด้วยความตกใจว่าหมอครับ ทำไมจู่ๆ ฉี่ผมถึงเปลี่ยนเป็นสีส้มเข้มขนาดนี้ ผมเป็นโรคไตหรือตับพังหรือเปล่า พอได้ฟังคำถามและตรวจดูประวัติการรักษาแล้ว ผมก็ต้องรีบอมยิ้มแล้วบอกให้คนไข้สบายใจได้ทันที
อาการปัสสาวะเปลี่ยนสีแบบนี้ เป็นเรื่องที่เจอได้บ่อยมากสำหรับคนที่กำลังเริ่มต้นรักษาโรคบางโรค เช่น วัณโรค ซึ่งต้องกินยาตัวสำคัญที่มีชื่อว่าไรแฟมพิซิน หลายคนที่ไม่เคยรู้มาก่อนพาลจะตกใจนึกว่าเลือดออกในทางเดินปัสสาวะ วันนี้ผมเลยอยากมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ ว่าทำไมยาตัวนี้ถึงทำให้ร่างกายของเรามีสีสันแปลกตาไปได้ขนาดนั้น
ทำไมกินยาไรแฟมพิซินแล้วฉี่ถึงกลายเป็นสีส้ม
ตัวยาไรแฟมพิซินเป็นยาปฏิชีวนะที่มีประสิทธิภาพสูงมากในการจัดการกับเชื้อแบคทีเรียตัวร้าย โดยเฉพาะวัณโรค เมื่อเรากลืนยาเข้าไป ระบบย่อยอาหารจะดูดซึมยาเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อเดินทางไปกำจัดเชื้อโรคตามอวัยวะต่างๆ ธรรมชาติของตัวยาไรแฟมพิซินเองนั้นมีเม็ดสีตามธรรมชาติที่เป็นสีส้มแดงอยู่แล้ว
เมื่อร่างกายกรองเอาของเสียส่วนเกินออกจากเลือดผ่านทางไตเพื่อขับทิ้งออกมาเป็นปัสสาวะ เจ้าเม็ดสีส้มของยาตัวนี้จึงติดมาด้วย ทำให้จากเดิมที่ปัสสาวะควรจะมีสีเหลืองใส กลายเป็นสีส้มเข้ม สีส้มอิฐ หรือบางคนที่เป็นมากๆ อาจจะเข้มจนเกือบเป็นสีแดงเลยทีเดียว ซึ่งเป็นกระบวนการขับยาตามปกติของร่างกาย ไม่ได้เกิดจากความผิดปกติหรือไตวายอย่างที่หลายคนกังวล
นอกจากฉี่สีส้มแล้ว ร่างกายยังมีส่วนอื่นเปลี่ยนสีอีกไหม?
ความมหัศจรรย์หรือความน่าตกใจของยาไรแฟมพิซินไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ปัสสาวะเท่านั้นครับ เพราะยาตัวนี้จะถูกขับออกทางสารคัดหลั่งทุกชนิดในร่างกาย หมายความว่าน้ำใสๆ ที่ออกมาจากตัวเราก็อาจจะมีสีสันเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน
- น้ำตาและเหงื่อ: บางคนตื่นมาพบว่าคราบเหงื่อที่เสื้อผ้าเป็นสีส้มจางๆ หรือหากใครใส่คอนแทคเลนส์ชนิดนิ่ม ตัวยาอาจจะไปย้อมสีเลนส์ให้กลายเป็นสีส้มถาวรได้เลย ดังนั้นช่วงที่กินยานี้ หมอแนะนำให้ใส่แว่นตาธรรมดาไปก่อนจะดีที่สุด
- น้ำลายและเสมหะ: เวลาแปรงฟันแล้วบ้วนน้ำลายออกมา อาจจะเห็นเป็นสีชมพูเรื่อๆ หรือสีส้มอ่อน ซึ่งเกิดจากยาตัวเดียวกันนี่เอง
ช่วงเวลาไหนที่ต้องระวังและสังเกตอาการตัวเองเป็นพิเศษ
แม้ว่าภาวะปัสสาวะสีส้มจากการใช้ยาไรแฟมพิซินจะเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่เป็นอันตราย แต่เราก็ต้องแยกแยะให้ออกระหว่างสีของยา กับสีของเลือดที่อาจปนออกมาจริงๆ ช่วงสัปดาห์แรกของการเริ่มกินยาคือช่วงที่เราจะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ชัดเจนที่สุด
สิ่งที่เราต้องคอยสังเกตคือ สีของปัสสาวะควรจะเป็นสีส้มที่โปร่งใส ไม่ขุ่น และไม่มีอาการเจ็บแสบเวลาปล่อยปัสสาวะร่วมด้วย หากเป็นสีจากยา ปัสสาวะจะเปลี่ยนเป็นสีส้มสม่ำเสมอทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำในช่วงที่ยาออกฤทธิ์
อาการแบบไหนที่แปลว่าไม่ใช่แค่เรื่องยา และควรมาพบแพทย์ทันที
ถึงแม้ว่ายาตัวนี้จะใจดีทำให้แค่ฉี่เปลี่ยนสี แต่ในผู้ป่วยบางรายก็อาจเกิดผลข้างเคียงที่อันตรายต่อตับหรือระบบอื่นๆ ได้เช่นกัน ถ้าหากคุณมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจเด็ดขาด
- ปัสสาวะเข้มจัดแต่เป็นสีโค้กหรือสีชาไทย: ร่วมกับมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าตับเริ่มทำงานหนักหรืออักเสบจากยา
- มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว หรือมีผื่นขึ้นตามผิวหนัง: ซึ่งอาจเป็นอาการแพ้ยาอย่างรุนแรง
- ปัสสาวะมีเลือดปนมาจริงๆ: สังเกตได้ว่าน้ำปัสสาวะจะไม่ใช่สีส้มใส แต่จะขุ่น มีลิ่มเลือด หรือรู้สึกเจ็บปวดทรมานเวลากลั้นปัสสาวะไม่อยู่
ท้ายที่สุดนี้ อยากฝากไว้ว่าหากคุณกำลังรักษาวัณโรคหรือโรคอื่นๆ ด้วยยาไรแฟมพิซินแล้วเจอว่าตัวเองฉี่เป็นสีส้ม ขอให้สูดหายใจลึกๆ แล้วจำไว้ว่านั่นคือหลักฐานว่าร่างกายกำลังขับยาออกมาตามปกติ แต่อย่าเพิ่งหยุดกินยาเองเด็ดขาดเพราะกลัวสีของปัสสาวะ หากไม่แน่ใจหรือกังวลใจตรงไหน แวะมาพูดคุยกับหมอที่คลินิกหรือโรงพยาบาลเพื่อให้คุณหมอช่วยตรวจเช็กความปลอดภัยให้ชื่นใจอีกรอบจะดีที่สุดครับ