ตื่นเช้ามาพร้อมกับอาการคอแข็ง ขยับซ้ายขวาก็เจ็บแปลบ หรือนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องหลายชั่วโมงแล้วรู้สึกตึงร้าวตั้งแต่ช่วงฐานกะโหลกลงมาถึงบ่า อาการปวดคอเหล่านี้เป็นเรื่องใกล้ตัวที่รบกวนการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมาก หลายคนเลือกที่จะทนปวด หรือใช้วิธีบีบนวดเบาๆ แต่เมื่ออาการเริ่มรุนแรงขึ้นจนนอนไม่ได้ การมองหาตัวช่วยบรรเทาปวดจึงเป็นสิ่งจำเป็น
หมอเชื่อว่าเมื่อเดินไปร้านยา ยาตัวแรกที่หลายคนนึกถึงคงหนีไม่พ้นพาราเซตามอล แต่บางครั้งอาการปวดคอที่เกิดจากการเกร็งค้างของกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง หรือมีการอักเสบของข้อต่อกระดูกสันหลังส่วนคอร่วมด้วย ยาพาราเซตามอลเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะสยบความทรมานนี้ได้
เข้าใจกลไกการทำงาน: การใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ช่วยจัดการความปวดได้อย่างไร
เมื่อกล้ามเนื้อคอหรือข้อต่อกระดูกคอเกิดการบาดเจ็บ ร่างกายจะหลั่งสารเคมีที่ก่อให้เกิดการอักเสบออกมา ทำให้เรารู้สึกปวด บวม และตึงรั้งจนขยับคอไม่ได้ การใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือยากลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) จึงเป็นตัวเลือกที่ตรงจุดกว่ายาแก้ปวดทั่วไป
ยากลุ่มนี้ทำงานโดยเข้าไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไซโคลออกซิจีเนส (Cyclooxygenase หรือ COX) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการสร้างสารเคมีที่ทำให้เกิดการอักเสบและอาการปวด ดังนั้น ยาในกลุ่มนี้จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ปิดกั้นสัญญาณความเจ็บปวดไม่ให้ส่งไปถึงสมองเท่านั้น แต่ยังช่วยลดกระบวนการอักเสบที่เกิดขึ้นในเนื้อเยื่อบริเวณลำคอโดยตรง ทำให้กล้ามเนื้อและข้อต่อที่เคยตึงเกร็งค่อยๆ คลายตัวลง
กินยาเม็ด หรือใช้ยาทา แบบไหนเหมาะกับอาการปวดคอของคุณมากกว่ากัน
ในการรักษาอาการปวดคอด้วยยากลุ่มนี้ เราสามารถแบ่งรูปแบบยาออกเป็นสองประเภทหลักตามลักษณะการใช้งาน ซึ่งแต่ละแบบก็มีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกันออกไป
ยากลุ่มต้านการอักเสบชนิดกิน
ยากินมีประสิทธิภาพสูงในการจัดการกับอาการปวดอักเสบที่อยู่ลึกเข้าไปในชั้นกล้ามเนื้อหนาๆ หรือข้อต่อกระดูกคอ ตัวอย่างยาที่คุ้นเคยกันดี เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen), ไดโคลฟีแนค (Diclofenac) หรือยากลุ่มใหม่ที่ค่อนข้างเป็นมิตรกับกระเพาะอาหารอย่าง ซีลีค็อกซิบ (Celecoxib) และ อีโทริค็อกซิบ (Etoricoxib)
- ข้อดี: ออกฤทธิ์ได้ทั่วถึง รวดเร็ว และควบคุมอาการปวดที่รุนแรงปานกลางถึงมากได้ดี
- ข้อเสีย: ยาจะถูกดูดซึมเข้าระบบไหลเวียนโลหิตทั่วร่างกาย จึงอาจส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหารและไตได้
ยากลุ่มต้านการอักเสบชนิดทาภายนอก
สำหรับผู้ที่มีอาการปวดเมื่อยล้าในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง หรือกล้ามเนื้อคอตึงเกร็งจากการใช้งานผิดท่า การเลือกใช้ยาทาที่มีส่วนผสมของยาต้านการอักเสบ เช่น เจลไดโคลฟีแนค ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมาก
- ข้อดี: ตัวยาซึมผ่านผิวหนังเข้าไปออกฤทธิ์เฉพาะจุดบริเวณที่ปวดโดยตรง มีปริมาณยาเข้าสู่กระแสเลือดน้อยมาก ทำให้ปลอดภัยต่อกระเพาะอาหารและไต
- ข้อเสีย: อาจไม่เพียงพอสำหรับรายที่มีการอักเสบในชั้นลึก หรือข้อต่อกระดูกคอเสื่อมรุนแรง
เรื่องสำคัญที่หมออยากเตือน: ผลข้างเคียงและข้อควรระวังที่ไม่ควรมองข้าม
แม้ว่ายากลุ่มนี้จะหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไป แต่หมออยากเน้นย้ำว่ายากลุ่มนี้ไม่ใช่ยาสามัญประจำบ้านที่จะหยิบมากินเมื่อไหร่ก็ได้ หรือกินติดต่อกันนานๆ โดยไม่มีการควบคุม เพราะยาต้านการอักเสบกลุ่มนี้มีข้อควรระวังที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ
- ผลกระทบต่อกระเพาะอาหาร: ยากลุ่มนี้บางตัวอาจระคายเคืองกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดอาการท้องอืด แน่นท้อง หรือถ้ารุนแรงอาจถึงขั้นเป็นแผลในกระเพาะอาหารและมีเลือดออกได้ ดังนั้น หมอจึงแนะนำให้กินยาพร้อมอาหารทันที หรือหลังอาหารทันทีและดื่มน้ำตามมากๆ
- ผลต่อระบบหัวใจและไต: การใช้ยากลุ่มนี้ในปริมาณสูงหรือติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และทำให้ไตทำงานหนักจนอาจเกิดภาวะไตเสื่อมได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาซ้ำซ้อน: ไม่ควรซื้อยากลุ่มนี้กินร่วมกันหลายตัว เพราะจะไม่ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา แต่เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายทวีคูณ
สัญญาณเตือนภัย! ปวดคอแบบไหนที่ต้องรีบมาพบหมอทันที
การใช้ยากลุ่มนี้เป็นการรักษาตามอาการเพื่อช่วยประคับประคองให้ร่างกายสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ แต่หากลองปรับพฤติกรรมและกินยาต่อเนื่องกัน 3-5 วันแล้วอาการปวดคอยังไม่ดีขึ้น หรือหากมีอาการผิดปกติเหล่านี้ร่วมด้วย หมอแนะนำว่าควรรีบหยุดยาแล้วมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดทันที
- มีอาการชา หรือรู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มร้าวจากคอลงไปที่ไหล่ บ่า แขน หรือปลายนิ้วมือ
- แขน มือ หรือนิ้วมือเริ่มมีอาการอ่อนแรง หยิบจับของแล้วหลุดมือบ่อยๆ หรือติดกระดุมเสื้อลำบาก
- มีอาการปวดคออย่างรุนแรงเฉียบพลันหลังเกิดอุบัติเหตุ เช่น รถชน รถล้ม หรือการตกจากที่สูง
- มีอาการไข้ร่วมด้วย หรือมีอาการปวดคอที่ปวดตลอดเวลา ไม่ว่าจะปรับเปลี่ยนท่าทางอย่างไรก็ไม่ทุเลาลง
ท้ายที่สุดนี้ อาการปวดคอส่วนใหญ่มักมีจุดเริ่มต้นมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน การปรับท่านั่งทำงาน การยืดเหยียดกล้ามเนื้ออย่างสม่ำเสมอ และการหลีกเลี่ยงการก้มหน้าเล่นโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน ควบคู่ไปกับการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลภายใต้การดูแลของแพทย์หรือเภสัชกร จะช่วยให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและห่างไกลจากอาการปวดคอเรื้อรังได้อย่างยั่งยืน