เวลาที่ตรวจเจอคนไข้ที่มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง อ่อนเพลียอย่างรุนแรง และซึมลงอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังแข็งแรงดีอยู่ หม่อมฉันมักจะนึกถึงภาวะวิกฤตอย่างหนึ่งที่น่ากลัวมาก นั่นคือภาวะตับวายเฉียบพลัน ซึ่งเป็นภาวะที่เนื้อตับถูกทำลายอย่างกะทันหันจนตับไม่สามารถทำหน้าที่ขับของเสีย สร้างสารแข็งตัวของเลือด หรือกรองสารพิษในร่างกายได้ทันท่วงที
สัญญาณเตือนภัยอะไรบ้างที่บอกว่าตับกำลังพังอย่างรวดเร็ว
อาการเริ่มต้นของตับวายเฉียบพลันมักจะดูคล้ายกับโรคไข้หวัดใหญ่หรืออาหารเป็นพิษทั่วไป เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร และปวดท้องบริเวณชายโครงขวา แต่ความน่ากลัวอยู่ที่จะมีอาการทรุดหนักลงอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วัน สิ่งที่หมอสังเกตเห็นได้ชัดและต้องรีบตรวจเช็กทันที ได้แก่:
- ตัวเหลืองตาเหลือง (ดีซ่าน): เกิดจากสารสีน้ำดีในเลือดสูงขึ้นเพราะตับขับออกไม่ได้
- ซึมลง สับสน หรือพูดจาเพ้อ: เรียกว่าภาวะทางสมองจากตับ (Hepatic Encephalopathy) เกิดจากสารพิษ เช่น แอมโมเนีย คั่งในสมอง
- เลือดออกง่ายหยุดยาก: เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน หรือมีรอยช้ำตามตัวง่ายมาก เพราะตับสร้างโปรตีนที่ช่วยให้เลือดแข็งตัวไม่ได้
- ท้องมาน: มีน้ำสะสมในช่องท้องทำให้ท้องโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
สาเหตุหลักอะไรบ้างที่จู่ๆ ก็ทำให้ตับพัง
ในคนไข้ที่มีภาวะนี้ หมอต้องรีบซักประวัติย้อนหลังอย่างละเอียดเพื่อหาตัวการที่ทำให้ตับพับฐาน เพราะการรู้สาเหตุช่วยให้เลือกวิธีรักษาที่ตรงจุด สาเหตุที่พบบ่อยในบ้านเรามีอยู่ไม่กี่กลุ่มหลักๆ ได้แก่:
- การใช้ยาเกินขนาดหรือแพ้ยา: ตัวการอันดับหนึ่งมักหนีไม่พ้นยาพาราเซตามอลที่กินเกินขนาดติดต่อกัน หรือยาบางกลุ่ม เช่น ยาแก้ปวดข้อ ยาปฏิชีวนะบางตัว หรือสมุนไพรบางชนิดที่ตับต้องเผาผลาญหนัก
- ไวรัสตับอักเสบเฉียบพลัน: โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบบี เอ หรืออี ที่จู่โจมตับอย่างรุนแรง
- ตับอักเสบจากภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง: ภูมิคุ้มกันในร่างกายหันมาโจมตีเซลล์ตับของตัวเอง
- ภาวะช็อกหรือความดันโลหิตต่ำเรื้อรัง: ทำให้เลือดไปเลี้ยงตับไม่พอ เซลล์ตับจึงขาดออกซิเจนและตายลงอย่างเฉียบพลัน
วิธีรักษาในโรงพยาบาล: ทำไมต้องดูแลใกล้ชิดในห้องไอซียู
เมื่อผู้ป่วยมาถึงมือแพทย์ที่มีภาวะตับวายเฉียบพลัน การรักษาจะต้องทำในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ทันที เนื่องจากโรคนี้มีความเสี่ยงสูงมากที่อวัยวะอื่นๆ จะล้มเหลวตามมา ทีมแพทย์จะมุ่งเน้นไปที่การประคับประคองชีวิตและการจัดการสาเหตุหลัก ดังนี้
- การให้ยาต้านพิษเฉพาะทาง: หากเกิดจากการกินยาพาราเซตามอลเกินขนาด จะมีการให้ยาacetylcysteine เพื่อช่วยลดความเสียหายของตับให้ได้มากที่สุด
- การลดสารพิษในสมอง: ให้ยาระบายหรือยาปฏิชีวนะบางตัวเพื่อลดการสร้างแอมโมเนียจากลำไส้ และป้องกันอาการบวมของสมอง
- การประคับประคองระบบอื่นๆ: ให้สารน้ำ เกลือแร่ เลือด หรือเกล็ดเลือด เพื่อแก้ปัญหาเลือดออกง่าย รวมถึงการใช้เครื่องช่วยหายใจหากผู้ป่วยหมดสติ
ทางเลือกสุดท้ายเมื่อตับไม่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้
ในกรณีที่เนื้อตับถูกทำลายไปจนหมดเกลี้ยงและตัวตับไม่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ การรักษาเดียวที่จะช่วยชีวิตคนไข้ไว้ได้คือการผ่าตัดเปลี่ยนตับใหม่ ซึ่งถือเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องอาศัยการประเมินจากทีมแพทย์เฉพาะทางอย่างรอบคอบ ระหว่างรอกระบวนการนี้ ทีมแพทย์ต้องประคับประคองการทำงานของร่างกายด้วยเครื่องมือพิเศษอย่างเต็มที่
ข้อควรระวังเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตตับวาย
การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ การใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวังช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้มาก:
- กินยาแก้ปวดพาราเซตามอลตามขนาดที่ฉลากกำหนดอย่างเคร่งครัด ห้ามกินเกินขนาดหรือกินติดต่อกันนานเกินความจำเป็นโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
- หลีกเลี่ยงการกินยาชุด ยาสมุนไพร หรืออาหารเสริมที่ไม่มีแหล่งที่มาแน่ชัด เพราะตับต้องทำหน้าที่กรองสารเหล่านี้
- ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอและบี เพื่อป้องกันการติดเชื้อรุนแรง
- หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เช่น การใช้เข็มฉีดยาร่วมกันหรือมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองร่วมกับอาการอ่อนเพลียผิดปกติหรือซึมลง ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะทุกนาทีมีความหมายต่อการรักษาชีวิตตับเอาไว้