หมอเชื่อว่าหลายคนเวลาไปโรงพยาบาลด้วยอาการปวดหลังเรื้อรัง ปวดข้อเข่า หรือกระดูกทับเส้นประสาท พอเริ่มมีอาการรุนแรงขึ้น สิ่งแรกที่แล่นเข้ามาในหัวและสร้างความกังวลใจมากที่สุดก็คือความกลัวว่าจะต้องผ่าตัด กลัวความเจ็บปวดจากการผ่าตัด และกังวลเรื่องการฟื้นตัวที่ยาวนาน แต่ในความเป็นจริงแล้ว หมออยากบอกว่าการรักษาโรคทางกระดูกและข้อส่วนใหญ่ไม่ได้เริ่มต้นด้วยการผ่าตัดเสมอไป
ทำไมได้ยินคำว่าผ่าตัดแล้วอย่าเพิ่งตกใจ?
โรคทางระบบกระดูก กล้ามเนื้อ และข้อต่อส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลันทันที แต่มักเกิดจากการสะสมความเสื่อมสภาพและการใช้งานมาเป็นเวลานาน ดังนั้น ร่างกายของเราจึงมีความสามารถในการฟื้นฟูและปรับตัวได้ดีหากได้รับการดูแลที่ถูกต้อง ด้วยเหตุนี้ แพทย์ส่วนใหญ่จึงมักแนะนำให้เริ่มต้นรักษาด้วยวิธีอื่นก่อน เว้นแต่ในรายที่มีอาการรุนแรงมากจริงๆ เช่น มีอาการชาจนขยับตัวไม่ได้ หรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ซึ่งกรณีเหล่านั้นถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องได้รับการรักษาทันที
ทำความเข้าใจแนวทางการรักษาแบบประคับประคองก่อนใช้วิธีผ่าตัด
หากคุณกำลังเผชิญกับอาการปวดเรื้อรังที่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต แนวทางการรักษาแบบประคับประคองก่อนใช้วิธีผ่าตัด หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Conservative Treatment คือตัวเลือกแรกที่หมอแนะนำ วิธีนี้เป็นการประสานงานร่วมกันระหว่างแพทย์ ตัวคนไข้เอง และนักกายภาพบำบัด เพื่อฟื้นฟูร่างกาย ลดอาการปวด และแก้ไขที่ต้นเหตุของปัญหาโดยหลีกเลี่ยงการเจ็บตัวจากการผ่าตัดให้ได้มากที่สุด ซึ่งวิธีนี้มักใช้เวลาประเมินอาการประมาณ 6-12 สัปดาห์ และคนไข้จำนวนมากสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยไม่ต้องพึ่งพาห้องผ่าตัดเลย
3 วิธีดูแลตัวเองขั้นพื้นฐานที่ช่วยชะลอการผ่าตัด
การรักษาแบบประคับประคองไม่ใช่การนั่งรอให้อาการหายไปเอง แต่คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและฟื้นฟูร่างกายอย่างเป็นระบบ โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ 3 ข้อดังนี้
1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน
นี่คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดและเห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจนที่สุด หากมีอาการปวดเข่า การลดน้ำหนักตัวลงเพียงเล็กน้อยจะช่วยลดแรงกดทับที่ข้อเข่าได้อย่างมหาศาล หรือหากมีอาการปวดหลัง การปรับท่านั่งทำงาน หลีกเลี่ยงการก้มตัวลงไปยกของหนักโดยตรง และการเปลี่ยนมาใช้เก้าอี้ที่รับกับสรีระหลัง ก็ช่วยลดการอักเสบของหมอนรองกระดูกได้อย่างดีเยี่ยม
2. ทำกายภาพบำบัดเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
หลายครั้งที่อาการปวดเกิดจากกล้ามเนื้อรอบข้อต่อไม่แข็งแรงพอที่จะช่วยพยุงโครงสร้างร่างกาย การทำกายภาพบำบัดด้วยการยืดเหยียดและการออกกำลังกายเฉพาะจุด จะช่วยสร้างกล้ามเนื้อรอบข้อต่อให้แข็งแรงขึ้น เช่น การบริหารกล้ามเนื้อต้นขาเพื่อลดแรงกดที่ข้อเข่า หรือการสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวเพื่อพยุงกระดูกสันหลัง นอกจากนี้ นักกายภาพบำบัดอาจใช้เครื่องมือช่วยลดปวดร่วมด้วย เช่น เครื่องอัลตราซาวนด์บำบัด หรือการประคบร้อนประคบเย็นอย่างถูกวิธี
3. การใช้ยาบรรเทาอาการอย่างเหมาะสม
การกินยาไม่ได้มีไว้เพื่อแก้ปวดไปวันๆ แต่เป็นการควบคุมอาการอักเสบไม่ให้ลุกลามจนรบกวนชีวิตประจำวันและการทำกายภาพบำบัด แพทย์อาจพิจารณาจ่ายยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือในบางกรณีอาจใช้การฉีดยาลดการอักเสบเฉพาะจุด เช่น การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าหรือการฉีดสเตียรอยด์เข้าไปในข้อที่ปวดโดยตรง ซึ่งวิธีนี้ช่วยลดอาการอักเสบได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าถึงเวลาต้องคุยเรื่องผ่าตัดจริงจัง
แม้ว่า แนวทางการรักษาแบบประคับประคองก่อนใช้วิธีผ่าตัด จะเป็นวิธีที่ดีและปลอดภัยที่สุดในการเริ่มต้นรักษา แต่อาการของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน หากคนไข้ได้ลองพยายามรักษาด้วยวิธีประคับประคองอย่างเต็มที่และสม่ำเสมอแล้วประมาณ 2-3 เดือน แต่อาการปวดกลับรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น นอนไม่หลับเนื่องจากปวดตลอดเวลา เดินได้ระยะทางสั้นลงเรื่อยๆ หรือเริ่มมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ชาตามปลายประสาท หรือปัสสาวะอุจจาระลำบาก อาการเหล่านี้คือสัญญาณเตือนว่าโครงสร้างภายในอาจเสียหายเกินกว่าจะฟื้นฟูด้วยตัวเอง และถึงเวลาที่ต้องเข้ามารับการปรึกษาเรื่องการผ่าตัดอย่างละเอียดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนการรักษาในขั้นต่อไป