ลูกวัยนี้ควรพูดได้แค่ไหนแล้ว? มาเช็คหมุดหมายพัฒนาการตามวัยกัน
เวลาเจอคุณพ่อคุณแม่พาเจ้าตัวเล็กมาหาที่คลินิก คำถามยอดฮิตติดชาร์ตเลยคือ ลูกอายุเท่านี้ทำไมยังไม่ยอมพูดเป็นคำ หรือทำไมพูดแล้วคนอื่นฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเลย ความกังวลใจนี้หมอเข้าใจดีมากๆ ครับ เพราะในยุคนี้ที่สิ่งรอบตัวเต็มไปด้วยหน้าจอ ลูกอาจจะมีโอกาสได้สื่อสารสองทางน้อยลงไป
ก่อนอื่นเรามาตั้งต้นกันที่เกณฑ์ง่ายๆ แบบนี้นะครับ เด็กในช่วงขวบปีแรกควรจะเริ่มส่งเสียงอ้อแอ้ ตอบสนองต่อเสียงเรียก และเริ่มพูดคำที่มีความหมายได้สักหนึ่งถึงสองคำตอนอายุประมาณหนึ่งขวบ พอเข้าช่วงสองขวบ เด็กๆ ส่วนใหญ่จะเริ่มต่อคำสองคำเข้าด้วยกันได้ เช่น ไปเที่ยว กินนม หรือเรียกชื่อคนใกล้ตัวได้ และเมื่อถึงสามขวบ ควรจะเริ่มพูดเป็นประโยคสั้นๆ เล่าความต้องการของตัวเองให้คนอื่นเข้าใจได้ดีพอสมควรแล้วครับ
ลูกพูดช้าแบบไหนที่เรียกว่าเข้าข่ายภาวะพัฒนาการทางภาษาล่าช้า
ทีนี้พอลูกอายุเริ่มเกินเกณฑ์เหล่านี้ไปพอสมควร แต่ยังพูดได้น้อยมาก หรือแทบไม่พูดเลย เราก็จะเริ่มมองถึง ภาวะพัฒนาการทางภาษาล่าช้า กันแล้วครับ โดยทั่วไปเราจะแบ่งความล่าช้าออกเป็นสองแบบหลักๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตให้ดี
ความเข้าใจภาษา vs การเปล่งเสียงพูด ต่างกันอย่างไร?
เวลาตรวจเด็กๆ หมอจะให้ความสำคัญมากกับการดูว่า ลูกเข้าใจที่เราพูดแค่ไหน เด็กบางคนอาจจะยังพูดไม่ได้ แต่เวลาเราสั่งว่า หยิบนิยายมาให้แม่หน่อย หรือ ปิดประตูซิ ลูกทำตามได้ทันที แบบนี้แปลว่าทักษะการรับรู้และการเข้าใจภาษาของเขายังปกติดี ปัญหาอาจจะอยู่ที่กลไกการเปล่งเสียงหรือการเรียบเรียงคำพูดเท่านั้น
แต่ในทางกลับกัน ถ้าลูกเรียกไม่หัน สั่งอะไรก็ไม่ทำตาม และไม่ยอมพูดเลย แบบนี้ต้องระวังว่าอาจจะมีปัญหาเรื่องการได้ยิน หรือพัฒนาการทางสมองด้านการสื่อสารโดยรวม ซึ่งต้องรีบพามาตรวจประเมินอย่างละเอียดโดยเร็วครับ
สาเหตุยอดฮิตที่ทำให้เด็กพูดช้า เกิดจากอะไรได้บ้าง
การที่เด็กคนหนึ่งมี ภาวะพัฒนาการทางภาษาล่าช้า ไม่ได้แปลว่าเกิดจากความผิดปกติรุนแรงเสมอไปหรอกครับ จากประสบการณ์ที่ตรวจคนไข้มา สาเหตุที่พบบ่อยมักจะมาจากปัจจัยเหล่านี้
- การเลี้ยงดูและสภาพแวดล้อม: การเปิดหน้าจอทีวี มือถือ หรือไอแพดให้ลูกดูนานเกินไปตั้งแต่ยังเล็ก ทำให้เป็นการสื่อสารทางเดียว ลูกได้รับข้อมูลแต่ไม่ได้ฝึกตอบโต้
- การขาดการกระตุ้นที่เหมาะสม: คนในบ้านอาจจะรู้ใจลูกเกินไป ลูกชี้ปุ๊บได้ปั๊บโดยไม่ต้องพูด ทำให้ลูกรู้สึกว่าไม่ต้องใช้คำพูดก็สื่อสารได้
- ปัญหาการได้ยิน: เด็กที่มีปัญหาเรื่องการได้ยิน เช่น มีน้ำในหูชั้นกลาง จะทำให้ได้ยินเสียงไม่ชัดเจนและเลียนแบบเสียงพูดได้ยาก
- ความผิดปกติด้านพัฒนาการอื่นๆ: เช่น ภาวะออทิสติกสเปกตรัม หรือภาวะพัฒนาการล่าช้าโดยรวม ซึ่งมักจะมีเรื่องการสบตาและการเข้าสังคมร่วมด้วย
เทื่อง่ายๆ ช่วยกระตุ้นให้ลูกอยากพูดและสื่อสารมากขึ้นในชีวิตประจำวัน
ข่าวดีคือ สมองของเด็กๆ ในช่วงปฐมวัยมีความยืดหยุ่นสูงมากครับ ถ้าเราปรับเปลี่ยนวิธีเล่นและวิธีพูดคุยกับลูกเสียใหม่ ลูกจะค่อยๆ พัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ลองเอาเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้ที่บ้านดูนะครับ
ปิดจอแล้วเปิดโอกาสให้ลูกได้คุยกับคนจริงๆ
วิธีที่ได้ผลที่สุดและต้องทำทันทีคือ ลด ละ เลิก หน้าจอดิจิทัลทุกชนิดสำหรับเด็กอายุต่ำกว่าสองขวบ และจำกัดเวลาให้น้อยที่สุดในเด็กโต การให้ลูกดูการ์ตูนไม่ใช่การสอนภาษา เพราะตัวละครในจอไม่สามารถโต้ตอบกับลูกได้จริง การพูดคุย เล่นบทบาทสมมติ หรืออ่านนิทานร่วมกันต่างหากคือยาวิเศษ
พูดช้าๆ ชัดๆ และขยายความจากสิ่งที่ลูกสนใจ
เวลาลูกชี้ไปที่แมวแล้วส่งเสียงอ้อแอ้ แทนที่เราจะแค่พยักหน้า ให้เราพูดขยายความให้เป็นประโยค เช่น ใช่แล้ว ลูกเห็นแมวเหมียวตัวใหญ่น้อยกำลังนอนอยู่ การทำแบบนี้บ่อยๆ จะช่วยให้ลูกซึมซับคำศัพท์และโครงสร้างประโยคไปโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องไปนั่งท่องจำเลยครับ