ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

คนไข้หลายคนที่เดินเข้ามาหาหมอที่คลินิกมักจะเริ่มประโยคด้วยการบ่นเรื่องอาการคัดจมูก คันคอ หรือมีไข้ต่ำๆ ยิ่งในช่วงที่อากาศเปลี่ยนบ่อย ลมหนาวเริ่มพัดมา หรือฝนตกชุก ปัญหาสุขภาพยอดฮิตที่หนีไม่พ้นก็คือ โรคไข้หวัดธรรมดา แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ใครๆ ก็เป็นกัน แต่การรู้วิธีรับมือที่ถูกต้องจะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องทรมานกับอาการป่วยหลายวัน

เบื้องหลังอาการฟุดฟิดน้ำมูกไหล: โรคไข้หวัดธรรมดา เกิดจากอะไรกันแน่

หลายคนเข้าใจผิดว่าการตากฝนหรือการนอนเป่าพัดลมจ่อตัวเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้เป็นหวัด แต่ในทางการแพทย์แล้ว โรคไข้หวัดธรรมดา เกิดจากการติดเชื้อไวรัสบริเวณทางเดินหายใจส่วนบน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม "ไรโนไวรัส" (Rhinovirus) ที่แพร่กระจายอยู่ทั่วไปในอากาศ

เมื่อร่างกายของเรามีภูมิคุ้มกันลดลง เช่น นอนหลับไม่เพียงพอ เครียดสะสม หรือเผชิญกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ร่างกายจะอ่อนแอลงชั่วขณะ ทำให้เชื้อไวรัสเหล่านี้เข้าสู่เซลล์เยื่อบุจมูกและลำคอได้ง่ายขึ้น การติดต่อเกิดขึ้นได้ง่ายมากผ่านการสูดละอองฝอยจากการไอ จาม หรือแม้กระทั่งการใช้มือไปสัมผัสสิ่งของสาธารณะที่มีเชื้อเกาะอยู่ แล้วนำมาลูบหน้า ขยี้ตา หรือจับจมูก

เช็กอาการวันต่อวัน: เมื่อร่างกายกำลังเผชิญหน้ากับเชื้อหวัด

อาการของ โรคไข้หวัดธรรมดา มักจะค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใดเหมือนไข้หวัดใหญ่ โดยทั่วไปลำดับการดำเนินโรคจะแสดงออกชัดเจนในช่วง 1-3 วันแรกดังนี้

  • วันแรกที่เริ่มติดเชื้อ: มักจะเริ่มด้วยอาการระคายคอ คันคอ หรือกลืนน้ำลายแล้วรู้สึกเจ็บคอเล็กน้อย
  • วันที่สองถึงวันที่สาม: เริ่มมีน้ำมูกใสๆ ไหลออกมา อาการคัดจมูกจะชัดเจนขึ้น เริ่มมีอาการจาม และอาจมีไข้ต่ำๆ รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว
  • หลังจากวันที่สี่เป็นต้นไป: น้ำมูกอาจจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือเขียวขุ่นขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติของกระบวนการกำจัดเชื้อของร่างกาย ไม่ได้แปลว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียเสมอไป และอาจมีอาการไอแห้งหรือไอมีเสมหะตามมาได้

รักษาตามอาการอย่างถูกวิธี: วิธีรับมือเมื่อเริ่มมีไข้ ไอ และน้ำมูก

เนื่องจาก โรคไข้หวัดธรรมดา เกิดจากเชื้อไวรัส ปัจจุบันจึงยังไม่มียาเฉพาะทางที่ใช้ทำลายเชื้อไวรัสนี้โดยตรง การรักษาที่ดีที่สุดคือการรักษาตามอาการเพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนและฟื้นฟูตัวเองอย่างเต็มที่

พักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำอุ่นมากๆ

การนอนหลับคือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องในปริมาณที่มากกว่าปกติจะช่วยละลายเสมหะที่เหนียวข้น ช่วยลดอาการเจ็บคอ และทดแทนน้ำที่ร่างกายสูญเสียไปจากไข้

การใช้ยาบรรเทาอาการอย่างปลอดภัย

  • ยาลดไข้: หากมีไข้ต่ำๆ หรือปวดเมื่อยตามตัว การรับประทานยาพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย แต่ต้องระมัดระวังเรื่องปริมาณ โดยทั่วไปไม่ควรทานเกิน 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือทานห่างกันอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง
  • ยาลดน้ำมูก: หากมีน้ำมูกไหลมาก ยาลดน้ำมูกกลุ่มที่ทำให้ง่วงจะช่วยลดน้ำมูกได้ดีและช่วยให้หลับสบายขึ้น แต่หากต้องทำงานหรือขับขี่ยานพาหนะ ควรเลือกใช้ยากลุ่มที่ไม่ทำให้ง่วงนอน
  • ยาแก้ไอและยาละลายเสมหะ: การอมยาอมสมุนไพร หรือการจิบน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้งอุ่นๆ สามารถช่วยบรรเทาอาการระคายคอและลดอาการไอได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ทำไมเป็นหวัดถึงไม่ต้องกินยาฆ่าเชื้อ? ไขข้อข้องใจเรื่องยาปฏิชีวนะ

หนึ่งในความเข้าใจผิดที่หมอพบบ่อยที่สุดคือการซื้อ "ยาแก้อักเสบ" หรือยาปฏิชีวนะมารับประทานเองทันทีที่เริ่มเจ็บคอ ความจริงแล้ว ยาปฏิชีวนะใช้สำหรับฆ่าเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสที่เป็นต้นเหตุของ โรคไข้หวัดธรรมดา ได้ การรับประทานยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น นอกจากจะไม่ช่วยให้หายเร็วขึ้นแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียง เช่น ท้องเสีย และที่ร้ายแรงที่สุดคือการกระตุ้นให้เชื้อในร่างกายพัฒนาไปสู่ภาวะดื้อยา ซึ่งจะทำให้รักษาได้ยากมากในอนาคตเมื่อเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียจริงๆ

สัญญาณเตือนสีแดง: อาการแบบไหนที่ไม่ใช่หวัดธรรมดาและควรไปพบแพทย์

โดยปกติแล้ว โรคไข้หวัดธรรมดา จะค่อยๆ ดีขึ้นและหายสนิทได้เองภายใน 7-10 วัน แต่ถ้าหากสังเกตเห็นอาการผิดปกติดังต่อไปนี้ ไม่ควรนิ่งนอนใจและควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด

  • มีไข้สูงลอยติดต่อกันเกิน 3 วัน โดยไข้ไม่ลดลงเลยแม้จะทานยาลดไข้แล้ว
  • เริ่มมีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หรือได้ยินเสียงวี๊ดขณะหายใจ
  • เจ็บหน้าอกอย่างรุนแรงเวลารับประทานอาหารหรือตอนไอ
  • มีอาการปวดหูอย่างรุนแรง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะหูชั้นกลางอักเสบแทรกซ้อน
  • อาการแย่ลงเรื่อยๆ หลังจากผ่านไป 10 วัน หรือมีอาการดีขึ้นในช่วงแรกแล้วจู่ๆ กลับมาแย่ลงอย่างรวดเร็ว

การดูแลตัวเองอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ เมื่อเริ่มรู้สึกเหมือนจะเป็นไข้หวัด จะช่วยลดระยะเวลาการเจ็บป่วยและป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ หากดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และล้างมือบ่อยๆ ร่างกายก็จะมีเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งพร้อมรับมือกับทุกเชื้อไวรัสรอบตัวได้อย่างแน่นอน

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down